เที่ยว"เมืองชล" เสริมมงคล ไหว้พระสุขใจ

ภาพมุมสูงของเกาะสีชัง

          สำหรับคนทั่วไป ถ้าพูดถึงชลบุรี ก็คงคิดถึงสถานที่พักผ่อนใกล้ๆ กรุงเทพฯ อย่าง พัทยา บางแสน หรือตลาดหนองมน แต่วันนี้ "ตะลอนเที่ยว" จะพาไปรู้จักของดีในเมืองชลบุรีกับโครงการ "เที่ยวทั่วไทย สุขใจเสริมมงคล" ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ที่มี อ. คฑา ชินบัญชร พรีเซ็นเตอร์โครงการ และให้ความรู้ต่างๆ ตลอดการเดินทาง

       เริ่มต้นกันที่ วัดเทพพุทธาราม หรือ วัดเซียนฮุดยี่ เป็นวัดพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน แห่งแรกของ จ.ชลบุรี ก่อตั้งขึ้นโดย พระอาจารย์ตั๊กฮี้ พระเถระสงฆ์จีนนิกาย ซึ่งได้เดินทางมาแสดงพระธรรมเทศนาแก่ชาวจีนโพ้นทะเลในแถบชลบุรีเมื่อปี พ.ศ.2470 ผู้ที่ศรัทธาเลื่อมใสจึงได้ช่วยกันบริจาคที่ดินเพื่อสร้างวัดขึ้นมาเพื่อให้ ท่านได้จำพรรษาอยู่ที่นี่

ภายในวิหารพระรัตนตรัย วัดเซียนฮุดยี่
       ภายในวัดนั้นมีอาคารและถาวรวัตถุที่สำคัญๆ อาทิ วิหารพระรัตนตรัย ที่ประดิษฐานพระปฏิมาพระอมิตาภะพุทธเจ้า พระศากยมุนีพุทธเจ้า และพระไภษัสชยคุรุพุทธเจ้า เป็นพระประธานภายในวิหาร เมื่อเดินเข้าไปสู่ด้านในวัด จะพบพระอุโบสถทรงเจดีย์ 7 ชั้น ส่วนบนยอดเจดีย์ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และเมื่อเดินไปจนถึงส่วนด้านหลังของวัดก็จะเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ซึ่งบริเวณโดยรอบนั้นมีการจัดสวน และสถานที่พักผ่อนไว้อย่างสวยงาม

เจ้าพ่อเขาใหญ่      

          จากตัวเมืองชลบุรี เราขึ้นเรือข้ามไปยัง เกาะสีชัง ซึ่งเป็นเกาะขนาดใหญ่ตั้งโดดเด่นอยู่บริเวณปากอ่าว ที่เชื่อมต่อระหว่างทะเลอ่าวไทยและทะเลหลวงภายนอก จึงเปรียบเสมือนประตูผ่านเข้าออกอ่าวไทย ใช้เป็นเส้นทางในการคมนาคมค้าขายกับต่างชาติมาตั้งแต่อดีต และใช้เป็นแหล่งพักการเดินเรือเพื่อหลบลมมรสุมอีกด้วย
ความสำคัญอีกประการหนึ่งของเกาะสีชัง คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯให้สร้างพระราชฐานบนเกาะขึ้นเป็นแห่งแรก เพื่อเป็นสถานที่ประทับในฤดูร้อน และพระราชทานนามว่า "พระจุฑาธุชราชฐาน" ตามพระนามพระโอรสที่ประสูติบนเกาะสีชังแห่งนี้สถูปเจดีย์สังเวชนียสถาน 4 ตำบล วัดถ้ำยายปริก
        บนเกาะสีชังนั้นมีสถานที่น่าสนใจมากมาย แต่เวลาที่มีอยู่น้อยนิด ทำให้ได้แวะเวียนไปเพียงไม่กี่ที่ แห่งแรกนั้น เป็นสถานที่ที่เมื่อขึ้นมาถึงเกาะสีชังแล้ว จะต้องแวะมาสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลกันเสียก่อน นั่นก็คือ ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ตั้งอยู่บนเขาคยาศิระ ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่เป็นอาคารใหญ่ลักษณะวิหารจีน เจ้าพ่อเขาใหญ่เกิดจากหินย้อยธรรมชาติที่มีลักษณะเหมือนศีรษะคนอยู่ภายในถ้ำ ในภายหลังได้มีการตกแต่งรูปหน้าให้ชัดเจนขึ้น และปิดทองคำเปลวเพื่อความสวยงาม
        หลังขอพรจากเจ้าพ่อเขาใหญ่กันเรียบร้อยแล้ว ก็เดินทางต่อด้วยรถสกายแล็บ หรือรถสามล้อเครื่องซึงเป็นยานพาหนะของชาวเกาะสีชัง ไปยัง วัดถ้ำยายปริก ซึ่ง เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมที่ตั้งอยู่บนเชิงเขาสูง อีกทั้งยังเป็นจุดชมทัศนียภาพที่สวยงามของเกาะสีชัง บรรยากาศรอบวัดนั้นมีความเงียบสงบ และร่มรื่นด้วยพรรณไม้ต่างๆ ภายในวัดมี ถ้ำยายปริก ซึ่งเป็นถ้ำหินปูนธรรมชาติ ปัจจุบันทำเป็นห้องกรรมฐาน 3 ห้อง ส่วนอุโบสถของวัดนั้นตั้งอยู่ด้านบนเขา นอกจากนี้ก็ยังมี สถูปเจดีย์สังเวชนียสถาน 4 ตำบล ศาลาสัจธรรม และศาลาเพ่งความว่าง อีกด้วย

เขาชีจรรย์
    พระราชฐานแห่งนี้ ประกอบไปด้วยตึก 3 หลังคือ ตึกวัฒนา ตึกผ่องศรี และตึกอภิรมย์ รวม ไปถึงพระที่นั่ง 4 องค์ ตำหนัก 14 หลัง ศาลา 1 หลัง น้ำพุ บ่อน้ำ และสรน้ำต่าง ซึ่งแม้จะผ่านลม ผ่านฝน ผ่านแดดมานับร้อยปีจนชำรุดทรุดโทรมลงไป แต่กรมศิลปากรได้บูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่ รวมถึงมีการปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบให้มีความสวยงาม แต่สิ่งที่เห็นจะเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่ก็คือ สะพานอัษฎางค์ สะพานไม้สีขาวหลังคาปั้นหยา ที่ทอดตัวลงสู่ทะเล ที่ไม่ว่านักท่องเที่ยวคนใดที่มาถึงก็จะต้องถ่ายรูปสะพานแห่งนี้ไว้เป็นที่ ระลึก ซึ่งก็รวมถึง "ตะลอนเที่ยว" ด้วยเช่นกัน


        นั่งเรือจากเกาะสีชังข้ามกลับมายังฝั่ง อ.ศรีราชา จากนั้นก็เดินทางกันต่อไปที่ อ.สัตหีบ ตรงไปยัง เขาชีจรรย์ ซึ่งเป็นเขาหินปูน ที่มีพระพุทธรูปแกะสลักอยู่บนหน้าผา เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย เลียนแบบพระพุทธนวราชบพิตร ศิลปะสุโขทัยผสมล้านนา ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชaltทานนามพระพุทธรูปนี้ว่า "พระพุทธมหาวชิรอุตตโมภาสศาสดา" แปลว่า "พระพุทธเจ้าทรงเป็นศาสดาที่รุ่งเรืองสว่างประเสริฐดุจดังมหาวชิระ"
       การสร้างพระพุทธรูปนั้น ใช้วิธีระเบิดเจาะเนื้อหินให้เป็นลายเส้น แล้วใช้โมเสกทองประดับตามรอยเส้น เมื่อแสงอาทิตย์ส่องมาโดนหน้าผาจะทำให้เห็นเป็นประกายสีทอง บริเวณที่อยู่ด้านหน้าองค์พระนั้นจะมีลานอเนกประสงค์ มีการจัดสวน มีสระบัว และสวนหิน ในเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่
      
       ความร่วมรื่นบริเวณเขาชีจรรย์ ทำให้หลายๆ คนนั่งพักผ่อนอยู่ที่นี่เป็นนาน แต่อยากจะขอบอกว่า บริเวณใกล้ๆ กันนี้ก็ยังมีสถานที่สวยๆ อีกแห่ง ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมกันในขณะนี้ นั่นก็คือ ไร่องุ่นซิลเวอร์เลค ที่นอกจากจะมีองุ่นให้ได้ชม ได้ชิม และเลือกซื้อกันแล้ว ด้านในไร่ยังมีการตกแต่งสวนสวย ปลูกดอกไม้นานาพันธุ์ และยังมีกังหันลมอันโต ตั้งตระหง่านเป็นจุดสนใจของคนที่เข้าไปเที่ยวชม และยังมีกิจกรรมอื่นๆ ให้ได้ลองทำกันอีกด้วย อย่างเช่น นั่งรถม้าชมไร่ ขี่รถเอทีวี ปั่นจักรยานน้ำ
ไร่องุ่นซิลเวอร์เลค      และมาถึงอีกหนึ่งวัดดังของ อ.สัตหีบ วัดแห่งนี้คือ วัดช่องแสมสาร หรือบางคนอาจจะรู้จักในชื่อ วัดหลวงพ่อดำ ซึ่งมีพระสัมพุทธมหามุนี ศรีคุณาศุภนิมิตร หรือ หลวงพ่อดำ ตามประวัตินั้นสร้างโดยพระอาจารย์ดำรง คุณาสโภ ซึ่งได้เดินทางมาปักกลดในบริเวณนี้ ตามนิมิตฝันว่า ให้มาทางชายฝั่งทะเลตะวันออก จะมีเจดีย์เก่าแก่อยู่บนเขาใกล้ๆ ทะเล ให้ท่านมาสร้างพระที่เขาแห่งนี้ ต่อไปจะเป็นพระที่ศักดิ์สิทธิ์มาก
      
       คราวนี้มาเอาใจเด็กๆ ด้วยการพามาที่ เพอคูล่าฟาร์ม เป็นฟาร์มที่เพาะพันธุ์ปลาการ์ตูน และปลาสวยงามอื่นๆ ด้านในนั้นมีการให้ความรู้เรื่อพฤติกรรมและอุปนิสัยใจคอของปลา ขั้นตอนการเพาะเลี้ยงปลาชนิดต่างๆ โดยปลาที่เพาะพันธุ์ได้นั้น นอกจากจะเป็นการขยายพันธุ์ปลาเพื่อการพาณิชย์แล้ว ยังเป็นการช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
        หลังจากไปดูปลาที่เลี้ยงไว้แล้ว ก็ลงไปดำน้ำดูปลาของจริงในทะเลกันเลยดีกว่า เราไปกันที่ เกาะแสมสาร ซึ่งอยู่ในความดูแลของ หน่วยสงครามพิเศษทางเรือ ของกองทัพเรือ โดยก่อนที่เราจะลงไปดำน้ำนั้นก็จะมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยสงครามพิเสษทางเรือ มาให้ความรู้ในเรื่องของเทคนิคการดำน้ำ ปะการัง และสัตว์ต่างๆ ที่จะพบ และการดำน้ำในครั้งนี้จะเป็นการดำน้ำตื้น ซึ่งระหว่างการดำน้ำจะมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยสงครามพิเศษทางเรือ มาคอยดูแลความปลอดภัยให้ตลอดเวลา
      
       ลึกลงไปในน้ำทะเลใสๆ นั้น มีฝูงปลาอยู่หลากหลายพันธุ์ รวมไปถึงปะการังอีกหลายชนิด ที่ตอนนี้กลายไปเป็นหลวงพ่อดำ วัดช่องแสมสารปะการังฟอกขาวเป็นส่วนใหญ่แล้ว เนื่องจากภาวะที่อุณหภูมิของน้ำทะเลสูงขึ้น ถึงแม้ว่าปะการังฟอกขาวนั้นจะเห็นเป็นสีขาวสวยแปลกตา แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ดี เพราะปะการังเหล่านั้นกำลังอยู่ในภาวะที่อ่อนแออย่างมาก ซึ่งหากอุณหภูมิของน้ำยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติภายใน 2 - 3 สัปดาห์ ปะการังก็อาจตายได้
      
       ที่สุดท้ายของทริปนี้ เราไปกันที่ ปราสาทสัจธรรม เป็น สถาปัตยกรรมไม้ที่สร้างขึ้นให้มีความหมายในด้านนามธรรม ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของศาสนาและปรัชญา โดยเชื่อว่ามนุษย์เรานั้นเกิดและดำเนินชีวิตอยู่ได้ด้วยสิ่งก่อกำเนิดทั้ง 7 สิ่งที่สำคัญ คือ ฟ้า ดิน พ่อ แม่ พระอาทิตย์ พระจันทร์ และดวงดาว
        ในการก่อสร้างปราสาทสัจธรรม จะใช้ไม้ในการก่อสร้างทั้งหมด โดยใช้เทคนิคการประกอบไม้ด้วยวิธีโบราณ อย่างเช่น การเข้าเดือย หรือการใส่สลัก ในส่วนของการแกะสลักไม้ก็จะมีทั้งนูนสูง นูนต่ำ และลอยตัว ซึ่งถึงแม้ว่าการก่อปราสาทสัจธรรมสร้างปราสาทสัจธรรมจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี แต่ความงามก็ได้ปรากฏออกมาให้เห็นชัดเจนแล้ว
      
       สำหรับของดีเมืองชลบุรีได้มีเพียงเท่านี้ ถ้าหากอยากรู้จักให้มากขึ้น ก็คงต้องลองมาเที่ยวที่นี่กันเอง "ตะลอนเที่ยว" รับรองว่าต้องสุโขสโมสรกันอย่างแน่นอน
       
       ผู้ สนใจสถานที่พัก ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆในจังหวัดชลบุรี สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ ททท.สำนักงานพัทยา (ดูแลพื้นที่ จ.ชลบุรี) โทร. 0-3842-7667,0-3842-8750,0-3842-3990

 

 

ที่มา:ASTVผู้จัดการออนไลน์ 

 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


หน้าแรก ชวนเที่ยววิถีไทย เที่ยว"เมืองชล" เสริมมงคล ไหว้พระสุขใจ