ศาลาดิน ถิ่นนี้มีดี ต้องมา

แชร์หน้านี้ให้เพื่อนๆของคุณ
เฮยๆๆๆๆ มีข่าวดีมาบอก สำหรับทริปวันหยุด วันสุขและวันไหนๆ เดินทางไม่ไกล ใกล้ๆ กรุงเทพ เหมาะเหม๋งๆ คู่คนหัวใจรักการทัวร์ ทริปนี้ชิลล์ได้ ชอบได้ และช็อปได้ในแบบของคุณ อย่าช้าไปกันเลย...

บ้านศาลาดิน หมู่ที่ 3 ตำบลมหาสวัสดิ์ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม หรือ แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรคลองมหาสวัสดิ์ ชื่อที่คุ้นหูของใครหลายๆ คน ได้เปิดให้ท่องเที่ยวกันมาได้พักใหญ่ๆ แล้ว ในแบบที่ไทยเทศเที่ยวตลาดน้ำเสาร์อาทิตย์ และเทศไทยเที่ยวชุมชนในวันปกติ สรุป ก็เที่ยวทุกวันแหละ 55 ซึ่งที่นี่มีแขกมาเยี่ยมไม่เว้นวัน โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่จัดกลุ่มมาทัศนศึกษากันเป็นประจำ ด้วยเพราะเป็นพื้นที่ใกล้เมือง บรรยากาศดี และมีฐานกิจกรรมเหมาะแก่การท่องเที่ยวแนวเกษตรและวิถีชุมชนคงเดิมให้ได้มาสัมผัส จึงมีการบอกต่อจนมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาไม่ขาดสาย บอกก่อนงานนี้ลงเรือล่องน้ำอย่าลืมใส่เสื้อชูชีพกันนะจ๊ะ

 

กว่าจะเป็น “บ้านศาลาดิน” ต้องฟันฝ่าการพิสูจน์ตนเองมานานัปการ ปัญหาน้ำเสียตั้งแต่ปี 2520  เกิดการใช้สารเคมีในภาคการเกษตรและน้ำเสียจากบ้านเรือนริมน้ำ แก้ปัญหาน้ำเท่าไหร่ก็ไม่ดีขึ้น แม้ว่าจะไปเรียกร้องให้หน่วยงานอื่นๆ ช่วยเหลือ แต่ก็สุดปัญญาที่จะหาทางแก้ แต่เพราะปัญหามันเกิดจากตัวคนชุมชนเองไม่ใชใคร การปล่อยน้ำเสียลงคลอง คราบไขมันปิดผิวหน้าน้ำทำให้ปลาไม่มีอาหารกิน จำนวนปลาจึงยิ่งลดลง ส่วนในน้ำก็ไม่มีจุลินทรีย์ ทุกอย่างจึงตายเรียบ นั่นคือจุดจบของคลองมหาสวัสดิ์ ณ ตอนนั้น จนกระทั่งมีผู้ชี้ทาง จึงนำผักตบชวามาใช้ปรับสภาพน้ำเสียจนเต็มคลองแต่ก็ก่อปัญหาการสัญจรทางน้ำขึ้นอีก และสุดท้ายจึงนำพวกมันมาตากแห้งผลิตเป็นปุ๋ย การเรียนรู้จากข้อผิดพลาดในอดีต ผลักดันให้ทุกวันนี้คลองมหาสวัสดิ์จึงสะอาดและเป็นสายน้ำหลักให้กับคนบ้านศาลาดินได้ใช้มาจนถึงวันนี้ เดี๋ยวนี้จึงหาผักตบชวาไม่เจอเพราะที่นี่เขารับซื้อผักตบชวาตากแห้ง ถึงกิโลกรัมละ 20 บาท (ท่านใดสนใจ ติดต่อพี่ตุ๊ได้จ้า)

และแล้วก็ถึงเวลา ตามล่าหาความสุข สนุกกับการท่องเที่ยว ไปดูว่าที่บ้านศาลาดินนี้ มีอะไรกันบ้าง ไปจ้า...

“นาบัว” หลายคนยังไม่เคยเห็นการทำนาบัว มาที่ศาลาดินที่นี่เห็นแน่นอน ด้วยเพราะเป็นอาชีพมาแต่ดั้งเดิมในพื้นที่กว่า 5 ไร่ โดยปลูกบัว 2 สายพันธุ์ คือบัวสัตตบุษย์ กลีบขาว และบัวสัตตบงกช กลีบชมพูอมม่วง ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถลงเรือพายชมดอกบัวได้อย่างใกล้ชิด แบบว่าพายไปแชะไป นานเท่าไหร่ก็ได้จ้า ถ้าไม่กลัวร้อน นาบัวแห่งนี้ทำรายได้หลักพันต่อวันให้กับเจ้าของนา และเพิ่มการแปรรูปบัวเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ชาเกสรดอกบัว น้ำรากบัว ไว้สำหรับให้นักท่องเที่ยวซื้อเป็นของฝากกลับบ้านกันอีกด้วย เห็นอย่างนี้แล้ว อยู่กับบ้านก็เก็บเงินได้เป็นฟ่อนทีเดียว

ชมบัวเสร็จ เราล่องเรือต่อไปบ้านยายจิ๋ม “บ้านฟักข้าวขนิษฐา” บ้านนี้ใครมาแล้วไม่ได้ฟังแหล่จากยาย ถือว่ามาไม่ถึงนะจ๊ะ แต่ก่อนจะฟังแหล่ มาชิมน้ำฟักข้าว 100 เปอร์เซ็นต์ของที่นี่กันก่อน อืมๆๆๆ อร่อยจัง (ดูคนชิมแก้มตุ่ยเลย) นอกจากน้ำฟักข้าวแล้ว ที่นี่ยังมีผลิตภัณฑ์ที่มาจากฟักข้าว เช่น สบู่ โลชั่น ให้ซื้อหาเป็นของฝากกลับบ้านกันด้วย ระหว่างชิมฟักข้าวสดๆ เราก็รอฟังแหล่ “ฟักข้าว” ใต้ต้นฟักข้าวกัน แล้วก็จะมีแต่เรากะฟักข้าวจริงๆ 55 ป่ะไปฟังกัน

“จะเริ่มกล่าวถ้อยคำข้อรำพัน ขอกลั่นพันออกเป็นเช่นอักษร เด็ดฟักข้าวมาเล่าคล้ำคำกลอน แหล่เป็นตอนฟังสนุกทุกผู้คน อันฟักข้าวใบเขียวเลี้ยวเลื้อยทั่ว เกาะที่รั้วนั่งร้านทุกแห่งหน ดอกสีนวลชวนมองต้องลองยล ส่วนผลสีแสดส้มผสมกัน...” เรียกน้ำย่อยกันพอหอมปากหอมคอ ยายบอกถ้าอยู่ต่อจะร่ายยาวกว่านี้ ^^ เป็นแหล่สดๆ ให้หลานๆ ฟัง ช่างดีต่อใจ ต่างเก็บรอยประทับใจกันไป ยายจิ๋มยิ้มปริ่ม พวกเรายิ้มกลับแล้วไหว้ลา

“ถึงกล้วยไม้ลานดอกช่ออร่าม น่าเด็ดตามก้านกิ่งขึ้นหิ้งหอ เด็ดก้านนั้นอีกก้านนี้ก็คงพอ บูชาต่อพระสงฆ์องค์เทวัณ” นั่น...ติดแหล่ยายมาเลย 55  

...อ้าว อ้าว อ้าว อ้าว อ้าว แล้วเราก็หันหัวเรือกลับมาที่ “ฟาร์มขาวแซม” ฟาร์มกล้วยไม้สวยๆ เลื่องชื่อในจังหวัดนครปฐม ใครที่ชอบกล้วยไม้ มีดิ้นตายกันไปข้าง อย่าถามว่าพันธุ์ไหน ฉันตอบเลยว่ามาก หลากหลายพันธุ์เลยจ้ะ ฟาร์มนี้เปิดให้ดูโดยอิสระ (แต่ไม่ควรเด็ดอย่างอิสระนะจ๊ะ เดียวกล้วยไม้จะช้ำ) หากท่านใดสนใจซื้อก็เดินไปท้ายฟาร์มซื้อกับเจ้าของฟาร์มได้เลย ดูกันดุจจะกลืนกินไปข้างเจ้าของก็ไม่ว่าจ้า ดูกันอิ่ม ถ่ายรูปกันเต็มเมม (memory card) เราก็ได้เวลาไปต่อฐานใหม่

ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่ “คันนาเรซซิ่ง นั่งนิ่งๆ ก็เสียวได้” ฮิ้วๆๆๆๆๆ ฐานนี้เป็นฐานชมสวนผลไม้อินทรีย์ของลุงบุญเลิศ โสตจุ้น พร้อมเสริฟด้วยผลไม้สดๆ ขนม น้ำเย็นๆ ให้นั่งชิมก่อนออกแดด

และใช่ว่ามันจะมีแต่สวนผลไม้อย่างเดียว แต่นี่คือนวัตกรรมการขับรถตามคันนา ที่ได้ชื่อว่าเด็ดสะระตี่ เสียวไส้กันเลยล่ะสาวๆ รถกระแทะคันนี้นั่งได้ประมาณ 8-10 คน แม้จะดูว่าก็งั้นๆ ตามรูปลักษณ์ แต่เด็ดสะบัดด้วยผู้กุมบังเหียนมือพระกาฬอย่างลุงบุญเลิศ ที่มีประสิทธิภาพการทำลายล้างความสงบสยบทุกความเงียบให้หายวับในพริบตา ถ้าอยากรู้ว่าเป็นอย่างไรนั้น อยากให้คุณๆ ไปลอง จับราวให้มั่น แล้วกรี๊ดให้สนั่น...เสี้ยวโว้ย ถ้าไม่เสียวลุงบอกไม่คิดตังค์ เอากับเขาสิ 55

สุดท้ายกับฐาน “ข้าวตัง” ผลิตภัณฑ์ที่เป็นต้นกำเนิด “บ้านศาลาดิน” ณ จุดเริ่มต้นที่เราลงเรือและจุดสุดท้ายที่เราต้องลา จริงๆ ตรงนี้เป็นจุดรับแขกและจุดซื้อสินค้าที่ระลึก โดยเฉพาะข้าวตัง เป็นของฝากขึ้นชื่อมากๆ ของบ้านศาลาดิน และเป็นฐานหนึ่งให้นักท่องเที่ยวร่วมกรรมวิธีการทำข้าวตังหน้าต่างๆ จะทำไปชิมไป นานแค่ไหน ตรงนี้ตามสะดวกจ้า ซึ่งก็ได้ยินมาว่า คนที่นี่เขาขายข้าวกัน เกวียนละ 8 แสนนะ ทำได้ไง... มันมีวิธี พี่ตุ๊บอก แค่รู้จักการแปรรูปมาทำข้าวตังไงจ๊ะ เปลี่ยนราคาข้าวที่ตกต่ำ เป็นล่ำซำกันเลยทีเดียว กินข้าวตังแล้ว อยากจิบกาแฟ  ก็เดินไปอีกนิด คอฟฟี่ช็อปน่ารักๆ รอให้คุณเข้ามาสัมผัสรสชาติและบรรยากาศละไม

เที่ยวบ้านศาลาดินกันอิ่มหนำ แต่ที่นี่ยังมีประเพณีที่มีความหมายมากๆ กับพี่น้องบ้านศาลาดินแห่งนี้ ซึ่งหนึ่งปีมีแค่ครั้งเดียวจริงๆ กับ “ตักบาตรท้องน้ำ”

“ตักบาตรท้องน้ำ” เป็นประเพณีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่เสียชีวิตทางน้ำ จัดขึ้นในทุกเช้าของวันเพ็ญเดือนสิบสองหรือวันลอยกระทงตอนเช้านั่นเอง  โดยจัดกันที่บริเวณท่าน้ำวัดสุวรรณาราม  เป็นการตักบาตรทางน้ำ โดยมีเหล่าเทวดาน้อยทำการดูแลขบวนแห่พระพุทธสุวรรณบวรรังษี  พร้อมสาธุชนทั้งในเรือและบนท่าน้ำในชุดย้อนยุคงามตา ที่แสดงให้เห็นว่าคนบ้านศาลาดินแห่งนี้มีจิตใจที่ดีงามและเอื้อเฟื้อให้กับผู้ที่ล่วงลับในสายน้ำมหาสวัสดิ์แห่งนี้ให้ได้รับบุญกันไปอีกด้วย อิ่มเอิบใจกับการทำสิ่งดีๆ กันแล้ว ตอนค่ำก็ชวนกันไปลอยกระทงตามประเพณี เรียกว่า มาทริปเดียวได้สองงาน ทั้งงานเช้างานค่ำกันเลย ประเพณีที่ดีงามเช่นนี้มีเฉพาะที่บ้านศาลาดินแห่งเดียวเท่านั้น หากลอยกระทงปีหน้าหรือปีไหนๆ ต้องไม่ลืมแวะไปตักบาตรท้องน้ำที่วัดสุวรรณาราม บ้านศาลดิน และฟินกับประเพณีลอยกระทงในยามค่ำคืนวันเพ็ญเดือนสิบสองกัน งานนี้สวยทั้งภายในภายนอกกันเลยทีเดียว อ้าวเตรียมตัวนะจ๊ะสำหรับลอยกระทงปีนี้ เพราะถ้าพลาดเจอกันปีหน้าจริงๆ * v *

การเดินทางจากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 (เพชรเกษม) วิ่งไปจนถึงแยกพุทธมณฑลสาย 4 ให้แยกเข้าไปทางศาลายา ผ่านสถานีตำรวจ ผ่านมหาวิทยาลัยมหิดลเข้าสู่ถนนศาลายา-นครชัยศรี ถึงสี่แยกโรงพยาบาลให้เลี้ยวขวา ข้ามสะพานและวิ่งตรงขึ้นไปประมาณ 4 กิโลดมตร จะเจอกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรมหาสวัสดิ์ (บ้านศาลาดิน)

 

แม้การเดินทางครั้งนี้จะสิ้นสุดลง แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้รับก็คือ การต้อนรับอย่างดีจากชาวศาลาดิน วิถีชีวิตเรียบง่าย เป็นกันเอง ธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ทิวทัศน์ชวนมอง สำหรับท่านที่ชอบแม่น้ำ การเดินทางทางเรือของที่นี่จะทำให้คุณเพลิดเพลินตลอดการเดินทาง และนี่คือหนึ่งวันที่บ้านศาลาดิน ถิ่นนี้มีดี ต้องมา

  

สนใจติดต่อ กลุ่มการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ชุมชนคลองมหาสวัสดิ์ บ้านสุวรรณาราม ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม

คุณวันชัย  สวัสดิ์แดง (ตุ๊) โทร.084-4986340

Loading...

ท่องเที่ยววิถีพอเพียง อัพเดตล่าสุด