เมื่อช้างคือหนึ่งในตำนาน เรื่องในวันวานชาวกวยจึงออกโรง

แชร์หน้านี้ให้เพื่อนๆของคุณ
เรื่องเล่ากล่าวขานนานเนิ่นระหว่างคนกับช้างที่เป็นมากกว่าสัตว์เลี้ยง ในครอบครัวชาวกวย ช้างเสมือนหนึ่งพี่น้องร่วมตระกูล

ชาวกวยในจังหวัดสุรินทร์แต่ดั้งเดิมจึงรักษ์และหวงแหนช้างมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ...เห้ย!!! “ช้างกูอยู่ไหน?” วลีเด็ดภาพยนตร์ดัง “ต้มยำกุ้ง” ที่ทำเอาคนรักช้างต้องหยุดกึ้ก กับท่าทางอันขึงขังของโทนี่ จา งานนี้ไม่ใครก็ใครต้องพังกันไปข้างๆๆๆๆๆ (ให้เสียงภาษาไทยโดยพันธมิตร) เอ่อ...แต่ว่า ตอนนี้ช้างอยู่ที่บ้านตากลาง และหมู่บ้านใกล้เคียงในตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์อ่ะ ได้ยินว่าเป็นพื้นที่ที่เลี้ยงช้างมากที่สุดในโลก เราจึงขอไปทิงนองนอย ตะแหง่วๆ กันที่นั่นซะหน่อย ป่ะ มวงกัว เสาะ เนีย (ไปกันเถอะ)

สำหรับผู้อ่านที่รักทุกท่าน ทริปนี้เราดิ่งตรงไปเมืองท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ไปตามดูว่า “ช้างกูอยู่ไหนๆๆๆๆๆๆ” ^^ “ฉันอยู่นี่ ที่รักจ๋า” อ้าว...คนละเพลง 55 แต่ยังไงเราก็ “คนบ้านเดียวกัน” เนอะ  

“กวย  โกย กูย ส่วย” แปลว่า  “คน” อพยพมาจากตอนใต้ของลาวซึ่งมีภูมิปัญญาด้านคชศาสตร์ติดตัวตกทอดมาจากบรรพบุรุษอย่างยาวนาน จึงเป็นมือฉมังในการโพนช้าง (คล้องช้าง) พร้อมเชือกปะกำอันศักดิ์สิทธิ์คู่หมู่บ้าน เพื่อนำช้างมาฝึกให้ทำงานหรือออกรบครามีภัย


ชาวกวยมีวิถีชีวิตที่รักสงบ สามัคคี เป็นคนมีระเบียบวินัย มีเอกภาพในสังคม มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตนที่ผสมผสานความสามารถพิเศษระหว่างคนกับช้างได้อย่างน่าอัศจรรย์ จึงใช้การเลื่อนขั้นโดยการโพนช้าง ที่เป็นเหมือนหน้าตาและฐานะของชาวกวยนั่นเอง แต่จะว่าไปแล้วชาวกวยในอดีตกับปัจจุบันอาจมีผิดแผกไปบ้าง แต่ก็เป็นความต่างจากความเหมือนเพื่อดำรงคงไว้ซึ่งวิถีกวยนั่นเอง...

           

ชาวกวยมีความสามารถในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพื่อนำมาทำเครื่องนุ่งห่ม เสื้อ ซิ่นที่ได้ จึงถักทอขึ้นจากเส้นไหมที่เลี้ยงไว้ด้วยความชำนาญของแต่ละครัวเรือนในอดีต

ผ้านุ่งสำหรับสาวกวย นิยมเป็นผ้าไหมมัดหมี่ผืนใหญ่ย้อมมะเกลือธรรมชาติได้สีออกเป็นสีน้ำตาลอมดำ ทอเป็นลายลูกแก้ว แต่มีหัวซิ่นเป็นสีแดงลายขิด ตีนซิ่นพื้นดำขนาด 2-3 นิ้ว คั่นด้วยริ้วสีขาว ส่วนเสื้อเป็นสีดำแขนยาว แซวผ้าหรือแส่วผ้า (ปักลาย) ด้วยมือ ส่วนชายชาวกวยใส่เสื้อหม้อฮ่อม นุ่งผ้าขาวม้า โสร่ง หรือผ้ามีหูรูด และมีผ้าขาวม้าคาดเอว

ศาลปะกำ คือ เทวาลัยตามคติของชาวกวยสุรินทร์ นิยมปลูกไว้ในชุมชน ที่บ้านหรือคุ้มของทายาทสายบิดา โดยมีหนังปะกำเป็นเชือกหรือสายโยงที่ใช้คล้องช้างป่า ทำมาจากหนังกระบือเพศผู้ 2 เส้น เพศเมีย 1 เส้น นำมาควั่นเป็นเกลียวยาว 20-40 เมตร พร้อมเป่าเสกลงคาถาโดยครูบาใหญ่ ส่วนผีปะกำ คือผีที่สิงสถิตย์อยู่ในหนังปะกำ อาทิ วิญญาณพระครูปะกำ หมอช้างต้นตระกูล และญาติพี่น้องที่ล่วงลับ โดยทุกครั้งที่จะทำกิจอันใดต้องเซ่นไหว้เพื่อบอกกล่าวผีปะกำทุกครั้ง พร้อมกระดูกคางไก่เสี่ยงทาย โดยถ้ากระดูกไก่กอดอกโค้งม้วนเข้าหากัน เรียก กอดอก จะถือว่าไม่ดี ต้องยกเลิกกิจนั้นเสีย และห้ามผู้หญิงแตะต้องหนังปะกำเด็ดขาดเพราะเชื่อกันว่าอาจทำให้เสียสติได้

รู้จักความเป็นมาและพิธีกรรมชาวกวยกันพอสมควร ถึงเวลาตามไปชมช้างกันดีกว่า เราเดินทางถึงสู่ศูนย์คชศึกษาบ้านตากลาง จังหวัดสุรินทร์ ลงทะเบียนแล้วดูการแสดงช้าง จุดนี้ถือว่าควาญและช้างต้องเข้าใจกันอย่างดี ซึ่งกว่าจะฝึกให้ช้างสามารถทำได้ตามที่ควาญช้างสั่ง ล้วนแต่ต้องใช้เวลาและความอดทนอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็น ช้างแตะบอล ช้างวาดรูป ช้างเต้นรำ เป็นต้น ดังนั้นมาแล้วอย่าลืมร่วมสนุกกับเหล่าช้างนะจ๊ะ   ส่วนการเซ่นปะกำ ก็เป็นพิธีกรรมของคนเลี้ยงช้าง พิธีศักดิ์สิทธิ์ของชาวกวยจังหวัดสุรินทร์ จากนั้น ไปชมพิพิธภัณฑ์ช้าง และซื้อสินค้าโอทอปในศูนย์คชศึกษา

ช่วงบ่ายเราเดินทางเข้าสู่บ้านตากลาง เพื่อชมสถานที่ทำตะขอช้างหรืออุปกรณ์บังคับช้าง ซึ่งสามารถซื้อหาเป็นของฝากที่ระลึกจากการมาหมู่บ้านช้าง จากนั้นเดินทางออกมา 1 กิโลเมตร ไปสู่วัดป่าอาเจียงเพื่อชมพิพิธภัณฑ์ชาวกวย การทำกระดาษสาจากมูลช้าง สุสานช้าง  การทอผ้าไหม และซื้อของฝากมากมายกลับบ้าน หรือท่านใดอยากสัมผัสการอาบน้ำช้าง สามารถเดินทางอีก 2 กิโลเมตร ไปวังทะลุ ซึ่งกิจกรรมนี้ต้องรวมกลุ่มตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และจ่ายค่ากิจกรรมอีกท่านละ 100 บาท เพื่อร่วมอาบน้ำช้าง เรียกว่าแต่ละกิจกรรมเป็นที่น่าสนใจของทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เพราะช้างไหนๆ หรือจะเก่งเท่าช้างไทย

 

งานเด่นประเพณีดังบ้านตากลาง

งานประเพณีบวชนาคช้าง  ประเพณีนี้เกิดขึ้นในอดีต โดยที่ตำบลกระโพยังไม่มีโบสถ์ประกอบพิธีอุปสมบทของชาวกวยในพื้นที่  จึงอาศัยพื้นที่บริเวณดอนบวช  ซึ่งเป็นเกาะกลางแม่น้ำมูลบริเวณวังทะลุ  เป็นที่ทำพิธีอุปสมบทแทนโบสถ์ หรือที่เรียกว่า “สิมน้ำ”  โดยนาคแต่ละคนจะนั่งช้างที่ตกแต่งลวดลายต่างๆ พร้อมด้วยขบวนแห่ที่สวยงามเป็นจำนวนมากเพื่อไปประกอบพิธีอุปสมบท  ซึ่งกิจกรรมนี้จะจัดขึ้นในวันขึ้น 14  ค่ำ  เดือนหกของทุกปี

 งานแต่งงานชนชาวกวย หรือภาษากวยเรียกว่า  “พิธีซัดเต”  กิจกรรมนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 14  กุมภาพันธ์  ของทุกปี เป็นงานแต่งงานและจดทะเบียนสมรสบนหลังช้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ใครสนใจอยากลองจดทะเบียนสมรสบนหลังช้างสักครั้ง งานนี้ห้ามพลาด เพราะเขางานช้างจริงๆ จ้า

การเดินทางด้วยรถยนต์ จากกรุงเทพใช้เส้นทาง กรุงเทพ- สระบุรี- นครราชสีมา จากนั้นใช้เส้นทางหมายเลข 2 หรือถนนมิตรภาพ เมื่อเจอแยกให้เลี้ยวขวา ไปเข้าทางหมายเลข 206  เมื่อถึงอำเภอพิมายให้เลี้ยวซ้ายเข้าทางหมายเลข 2175 แคนดง-สตึก-ชุมพลบุรี จากชุมพลบุรีไปอำเภอท่าตูม จากนั้นใช้ทางหมายเลข 2018 ประมาณ 12 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางลัดบริเวณบ้านกระสังไปยังบ้านยางบภิรมย์ ตรงไปอีกประมาณ 10 กิโลเมตร ก็จะถึงหมู่บ้านช้างบ้านตากลาง เส้นทางสะดวกเป็นถนนทางลาดยาวตลอดสาย และมีป้ายบอกตลอดการเดินทาง (ขอบคุณ google)

 

การเดินทางของทัวร์วิถีไทยจะยังคงดำเนินต่อไป เฉกเช่นวิถีชาวกวยที่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่สิ่งหนึ่งที่คุณจะได้จากการไปท่องเที่ยวก็คือ ประสบการณ์ที่หาซื้อที่ไหนไม่ได้ ความประทับใจที่ตราตรึงในห้วงเวลานั้น และยิ่งไปกว่านั้น การได้บันทึกช่วงเวลาประทับใจ จะเติมเต็มความสนุกมากขึ้นแน่นอน ^^

 

สนใจติดต่อ       คุณทิพธัญญา     โทรศัพท์          063-0579334

                      คุณสายสมร       โทรศัพท์          061-0964856

หมู่บ้านช้างตากลาง ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์

Loading...

ท่องเที่ยววิถีพอเพียง อัพเดตล่าสุด