หมูบ้านช้างตากลาง จังหวัดสุรินทร์

แชร์หน้านี้ให้เพื่อนๆของคุณ
บ้านตากลางและหมู่บ้านข้างเคียง ในเขตตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ คือ แหล่งกำเนิดตำนานคชศาสตร์แห่งเดียว ที่มีคติธรรมเป็นความคิดความเชื่อ มีข้อห้ามเป็นเนติธรรมที่ถือปฏิบัติกันมาแต่อดีต มีรูปแบบสหธรรมที่กำหนดเอาคุณวุฒิความเชี่ยวชาญชำนาญเฉพาะในการจับช้างป่าเป็นเครื่องจำแนกศักดิ์ของสมาชิกในชุมชน มีช้างที่จับมาจากป่าได้รับการฝึกฝนจนเป็นช้างบ้าน และเครื่องมือเครื่องใช้ในการจับช้าง เป็นวัตถุธรรม ยืนยันความเก่าแก่เนิ่นนานของวิชาคชศาสตร์ที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษหลายชั่วคน ชาวบ้านเหล่านี้สืบสกุลมาจากนักรบบนหลังช้างผู้ยิ่งใหญ่ในหน้าประวัติศาสตร์

หลังพระราชสงครามปี  พ.ศ.2369  ซึ่งเป็นการต่อสู้บนหลังช้างครั้งสุดท้ายสิ้นสุดลง  บรรดาควาญซึ่งทำหน้าที่พลช้างทัพหน้าในสมเด็จเจ้าพระยามหาศักดิพลเสพ ต่างนำช้างที่ปลดระวางเหล่านั้น  ออกมาตั้งถิ่นฐานอยู่  ณ  แหล่งที่เป็นหมู่บ้านช้างปัจจุบันซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชอาหารช้าง  แหล่งน้ำและของป่าหายากอื่น ๆ  ทิศตะวันออกของหมู่บ้านเป็นป่าดิบใหญ่ดงสายทอ  ทิศใต้และทิศตะวันตกของหมู่บ้านเป็นป่าดิบใหญ่ดงภูดิน  ทิศเหนือของหมู่บ้านมีแม่น้ำสองสายไหลมาบรรจบกัน  คือ ลำน้ำชีไหลมาบรรจบกับแม่น้ำมูล  พื้นที่โดยรอบของหมู่บ้านช้างมีความอุดมสมบูรณ์มาก   และในอดีตชาวกวยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว  มีอาชีพหลัก คือ การจับช้างป่า มาฝึกหัดไว้ใช้งาน เป็นสัตว์เลี้ยงในครอบครัว และขายไปเมื่อมีความจำเป็นของครอบครัว

 

การส่งเสริมและการมีส่วนร่วมของศูนย์คชศึกษา 

                 การดำเนินงานของศูนย์คชศึกษา  นอกจากจะมุ่งแก้ไขปัญหาช้างเร่ร่อนให้หมดไปจากสังคมไทยแล้ว  ภารกิจด้านการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม  และการอนุรักษ์  ฟื้นฟูสภาพแวดล้อมของ        ป่าสงวนแห่งชาติดงภูดินให้กลับมามีสภาพที่สมบูรณ์เหมาะแก่การเลี้ยงช้าง  เป็นอีกสองภารกิจที่ศูนย์คชศึกษาถือเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ให้จงได้  ซึ่งการดำเนินการใน  สองภารกิจดังกล่าวข้างต้น  ศูนย์คชศึกษาได้ส่งเสริมให้ชุมชนโดยรอบและพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการมาโดยตลอด  ดังนี้

1.  กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม  ประชากรส่วนใหญ่ในพื้นที่ตำบลกระโพ  เป็นกลุ่มชนชาวกวยดั้งเดิมตั้งแต่สมัยการเริ่มก่อตั้งเมืองสุรินทร์  มีวิถีชีวิตผูกพันกับช้างตั้งแต่โบราณ  มีวัฒนธรรมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่มและมีภาษาพูดเป็นของตนเอง  ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนมีคุณค่าควรแก่การอนุรักษ์ให้คงอยู่คู่เมืองสุรินทร์สืบต่อไป  ศูนย์คชศึกษาตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของวัฒนธรรมชาวกวย  จึงได้ร่วมกับชุมชนในตำบลกระโพทั้ง 19  หมู่บ้าน  จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเป็นประจำทุกปี  ประกอบด้วย

                1.1  การจัดงานแต่งงานแบบพื้นเมืองของชนชาวกวย  หรือที่เรียกเป็นภาษากวยว่า  “พิธีซัดเต”  กิจกรรมดังกล่าวนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 14  กุมภาพันธ์  ของทุกปี  โดยคู่บ่าวสาวทุกคู่จะแต่งกายในชุดของชาวกวยเพื่อไปประกอบพิธีแต่งงานภายในกระท่อมที่สร้างขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะตามแบบฉบับของพิธีซัดเต  หลังจากประกอบพิธีเสร็จแล้วคู่บ่าวสาวจะนั่งช้างไปจดทะเบียนสมรสกับ  นายทะเบียนอำเภอท่าตูม (นายอำเภอท่าตูม)  ซึ่งนั่งช้างรออยู่แล้ว

 

                1.2  การจัดงานประเพณีบวชนาคช้าง  ในอดีตจัดในพื้นที่ตำบลกระโพยังไม่มีโบสถ์  ดังนั้น การประกอบพิธีอุปสมบทของชาวกวยในพื้นที่  จึงอาศัยพื้นที่บริเวณดอนบวช  ซึ่งเป็นเกาะกลางแม่น้ำมูลบริเวณวังทะลุ  เป็นที่ทำพิธีอุปสมบทแทนโบสถ์  หรือที่เรียกว่า “สิมน้ำ”  นาคแต่ละคนจะนั่งช้างพร้อมด้วยขบวนแห่ที่สวยงามเป็นจำนวนมากเพื่อไปประกอบพิธีอุปสมบท  ซึ่งกิจกรรมนี้จะจัดขึ้นในวันขึ้น  14  ค่ำ  เดือนหกของทุกปี

                1.3  การเซ่นศาลปะกำ  ศาลปะกำเป็นที่เก็บรักษาเชือกปะกำหรือหนังปะกำและอุปกรณ์การคล้องช้าง  เป็นที่สิ่งสถิตของวิญญาณบรรพบุรุษและผีปะกำ  ในอดีตก่อนการออกไปจับช้างป่าทุกครั้ง  ครูบาใหญ่จะพาหมอช้างและคณะทำพิธีเซ่นไหว้ศาลปะกำที่ตั้งอยู่ในบริเวณศูนย์คชศึกษา  เพื่อขอพรและเสี่ยงทายว่าการออกไปจับช้างป่าจะประสบผลดีหรือไม่  หากผลการเสี่ยงทายออกมาดีจึงจะออกเดินทาง  แต่หากผลการเสี่ยงทายออกมาไม่ดีก็จะเลื่อนการเดินทางออกไป  ปัจจุบันก่อนที่ชาวกวยจะประกอบกิจการใด ๆ ที่สำคัญก็จะต้องทำพิธีเซ่นศาลปะกำทุกครั้งต่อไป

   

2. กิจกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อลดสภาวะโลกร้อน ประกอบด้วย

                 2.1  กิจกรรมการปลูกป่าอาหารช้าง  ศูนย์คชศึกษาตระหนักถึงความสำคัญของการฟื้นฟูสภาพป่าสงวนแห่งชาติ  ดงภูดิน  ซึ่งแต่เดิมเคยอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชอาหารช้าง  แต่ปัจจุบันอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมเป็นอย่างมาก  จึงได้ร่วมกับชุมชนในพื้นที่ปลูกป่าอาหารช้างในแปลงปลูกหญ้าบาน่า  ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจจากภาคเอกชนเป็นอย่างมาก  โดยใน ปี  2551  บริษัท  เดสทิเนชั่น  เอเซีย  (ประเทศไทย)  จำกัด  [DESTINATION ASIA (Thailand) Limited] ได้ร่วมกับศูนย์คชศึกษาจัดกิจกรรมปลูกป่าอาหารช้างพื้นที่  300 ไร่ หรือ  จำนวนต้นไม้  35,000  ต้น  โดยดำเนินการซื้อถุงเพาะชำกล้าไม้แจกจ่ายให้กับครัวเรือนในชุมชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการ  ครัวเรือนละ  500  ถุง  เพื่อนำไปเพาะต้นไม้ที่ช้างกินได้  แล้วนำมาขายให้กับศูนย์คชศึกษาในราคาต้นละ   8  บาท  เมื่อรับซื้อกล้าไม้เสร็จเรียบร้อยแล้ว  ศูนย์คชศึกษาได้ร่วมกับโรงเรียน  บ้านตากลาง โรงเรียนบ้านทุ่งรูง ควาญช้างและประชาชนในพื้นที่ร่วมกันปลูกป่าอาหารช้างในแปลงที่เตรียมไว้

                2.2  กิจกรรมการลดสภาวะโลกร้อนของศูนย์คชศึกษา  นอกจากการปลูกต้นไม้เพิ่มในบริเวณศูนย์คชศึกษาแล้ว  ศูนย์คชศึกษายังได้กำหนดแนวทางการบริหารจัดการที่จะนำไปสู่การลดสภาวะโลกร้อนเพิ่มเติม  ดังนี้

-  การส่งเสริมให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากมูลช้างแทนการใช้ปุ๋ยเคมี

-  การกำจัดขยะมูลฝอยโดยวิธีฝังกลบแทนการเผา

-  การใช้พลังงานแสงอาทิตย์แทนการใช้พลังงานไฟฟ้า

-  การนำน้ำเสียจากการอาบน้ำช้างไปรดแปลงหญ้า

-  การลดพลังงานไฟฟ้าโดยเปิดไฟแสงสว่างเท่าที่จำเป็นเท่านั้น  และเมื่อเลิกใช้ จะปิดไฟทันที

-  การคัดแยกขยะที่สามารถนำกลับไปใช้ใหม่ได้ออกจากขยะชีวภาพ

 

3.  การกระจายรายได้สู่ชุมชน  ศูนย์คชศึกษาได้เปิดโอกาสให้คนในชุมชนนำสินค้าพื้นเมือง  ต่าง ๆ มาจำหน่ายในศูนย์คชศึกษา  และประสานกับกลุ่ม Home Stay  เพื่อแนะนำนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมศูนย์คชศึกษาให้ไปพักที่  Home Stay  ในพื้นที่ใกล้เคียง

การจำหน่ายสินค้า OTOP

 

 Home  Stay

 

 

4. การส่งเสริมให้ควาญช้างได้ปลูกป่าและพืชอาหารช้าง   ในพื้นที่ที่ศูนย์คชศึกษากำหนดให้ควาญช้างทุกคนปลูกคนละประมาณ  5 ไร่     


การจัดการคุณค่าของศูนย์คชศึกษา

                 จังหวัดสุรินทร์เป็นที่รู้จักแพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศว่าเป็น “เมืองช้าง”  เพราะจังหวัดสุรินทร์เป็นจังหวัดที่มีการเลี้ยงช้างมากที่สุด  และการเลี้ยงช้างของคนสุรินทร์ยังมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร  ความผูกพันระหว่างคนกับช้างของชุมชนชาวกวย  ซึ่งมีคุณค่าควรแก่     การอนุรักษ์เป็นอย่างยิ่ง  นอกจากนี้บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งเมืองสุรินทร์ยังเป็นผู้ทรงภูมิปัญญาทางด้านคชศาสตร์ที่เป็นเลิศ  เคยช่วยจับช้างเผือกที่แตกโขลงมาจากกรุงศรีอยุธยาถวายคืนสมเด็จพระที่นั่งสุริยามรินทร์  จนได้รับพระราชทานบำเหน็จความชอบมาแล้ว  ซึ่งภูมิปัญญาทางด้านคชศาสตร์ของบรรพบุรุษได้ตกทอดสืบต่อกันมาจนถึงหมอช้างในปัจจุบัน  และอาจจะเป็นหมอช้างรุ่นสุดท้ายของเมืองไทยก็ได้  เพราะการถ่ายทอดภูมิปัญญาทางด้านคชศาสตร์ที่เกี่ยวกับการคล้องช้างหรือการสืบทอดตำแหน่งหมอช้าง  จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการออกไปจับช้างป่าจริง ๆ ซึ่งปัจจุบันไม่อาจกระทำได้

                 จากเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและทรงคุณค่าอย่างยิ่งของวัฒนธรรมดังกล่าวข้างต้น  การจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวของศูนย์คชศึกษาจึงมุ่งเน้นให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับความยิ่งใหญ่ของเหล่าหมอช้างรุ่นสุดท้ายที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ในอดีตให้แก่นักท่องเที่ยวได้รับรู้ถึงวีรกรรมความกล้าหาญในการออกไปจับช้างป่า  การเซ่นศาลปะกำอันศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่คู่กับชุมชนแห่งนี้มานานนับร้อยปี การเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับช้าง  วัฒนธรรมประเพณีของชนชาวกวย  ตลอดความผูกพันและความสามารถของชาวกวยในการฝึกช้างให้มีความสามารถที่หลากหลาย

 

ความเหมาะสมของกิจกรรมในศูนย์คชศึกษา

ศูนย์คชศึกษาได้จัดกิจกรรมการท่องเที่ยวเพื่อให้บริการแก่นักท่องเที่ยวในแต่ละวัน  5  กิจกรรม  และยังมีกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นทุกปี ๆ ละครั้งอีก 2 กิจกรรม  ประกอบด้วย

1.  พิธีเซ่นศาลปะกำ  ซึ่งเป็นพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวกวยผู้เลี้ยงช้าง  ที่ต้องกระทำทุกครั้งก่อนการออกไปจับช้างป่า  หรือก่อนการจัดงานสำคัญต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน                         

2. พิพิธภัณฑ์ช้าง  แหล่งเรียนรู้เรื่องราวต่าง  ๆ  ที่เกี่ยวข้องกับช้าง  ขนบธรรมเนียมประเพณีของชนชาวกวย  และการก่อตั้งเมืองสุรินทร์

3.  การแสดงความสามารถของช้างที่หลากหลายรูปแบบและสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว                              

4.  ชมช้างเล่นน้ำบริเวณวังทะลุ  (บริเวณที่แม่น้ำมูลกับลำน้ำชีไหลมาบรรจบกัน) 

5. การนั่งช้างชมบริเวณศูนย์คชศึกษา  นั่งช้างชมทัศนียภาพบริเวณวังทะลุ 

 

นอกจากกิจกรรมประจำวันดังกล่าวข้างต้นแล้ว  ในทุก ๆ ปี  ศูนย์คชศึกษายังมีกิจกรรมที่โดดเด่น        และได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ  อีก  2  กิจกรรม  คือ

                    ก.  งานจดทะเบียนสมรสบนหลังช้าง  เมื่อถึงวันแห่งความรัก  14  กุมภาพันธ์  ของทุกปี  จะมีการจัดงานจดทะเบียนสมรสบนหลังช้าง  โดยคู่สมรสทุกคู่ที่สมัครเข้าร่วมกิจกรรมนี้จะได้เข้าร่วมพิธี  “ซัดเต”  ซึ่งเป็นพิธีแต่งงานแบบพื้นบ้านของชนชาวกวย  หลังจากเสร็จพิธี   ซัดเตแล้ว  คู่สมรสทุกคู่จะได้นั่งช้างเพื่อไปจดทะเบียนสมรสบนหลังช้างกับนายทะเบียนอำเภอ  ซึ่งนั่งช้างรออยู่แล้ว  และรับมอบใบทะเบียนสมรสพร้อมของที่ระลึกงานจดทะเบียนสมรสบนหลังช้างได้รับความสนใจจากคู่สมรสชาวไทยและชาวต่างประเทศเป็นจำนวนมาก  จังหวัดสุรินทร์จึงได้ยกระดับให้เป็นกิจกรรมการท่องเที่ยวหลักของจังหวัด

                    ข.  ประเพณีบวชนาคช้าง  ชาวกวยในชุมชนหมู่บ้านช้างนิยมให้บุตรชายอุปสมทบใน วันขึ้น  14  ค่ำ  เดือน  6  ของทุกปี  โดยก่อนเริ่มพิธีอุปสมบทที่วัดแจ้งสว่าง  บ้านตากลาง  ตำบลกระโพ  อำเภอท่าตูม  จังหวัดสุรินทร์  ทุกหมู่บ้านจะชักชวนกันจัดขบวนแห่นาคด้วยช้างอย่างสวยงามตระการตา  เพื่อไปทำพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่ศาลปู่ตา  บริเวณวังทะลุ  หลังเสร็จการเซ่นไหว้บรรพบุรุษแล้วจึงมาทำพิธีอุปสมบทที่วัดต่อไป  ประเพณีการบวชนาคช้าง  นับเป็นประเพณีอันเก่าแก่ของชนชาวกวยที่มีคุณค่าแก่การอนุรักษ์และส่งเสริมให้เป็นกิจกรรมการท่องเที่ยวหลักอีกอย่างหนึ่งของจังหวัดสุรินทร์

 

Loading...

ท่องเที่ยววิถีพอเพียง อัพเดตล่าสุด