เกาะพิทักษฺ ไม่ไปไม่ได้แล้ว

แชร์หน้านี้ให้เพื่อนๆของคุณ
เกาะสวย น้ำใส อีกหนึ่งสถานที่ที่มีความสมบูรณ์สุดๆ ของท้องน้ำแห่งผืนทะเลไทยนามว่า “เกาะพิทักษ์” กันเลยค่ะ

เกาะพิทักษ์ ที่หลายคนคุ้นหู และอีกหลายคนเคยมาสัมผัส เป็นเกาะขนาดเล็กของจังหวัดชุมพร อยู่ห่างจากอำเภอหลังสวนเพียง 18 กิโลเมตร ลักษณะเป็นภูเขาลูกน้อยๆสองลูกมาประสานกันเหมือนสันคลื่น ปกคลุมด้วยป่าไม้ขนาดเล็ก สวนยางพารา สวนมะพร้าว รวมถึงไม้ผลจำพวกทุเรียน เงาะ ลองกอง และพืชผักสวนครัวไว้สำหรับต้มยำทำแกงประจำครัวและเลี้ยงแขก

 

มีผืนน้ำทะเลกว้างสีครามใสแจ๋วโอบล้อมตัวเกาะ ใต้ท้องน้ำอุดมด้วยปะการังนานับชนิด เป็นสถานอนุรักษ์ปะการังและหอยมือเสือแหล่งใหญ่ อีกทั้งสัตว์น้ำมากมายไม่ว่าจะเป็นปลาสารพัดชนิด โดยเฉพาะเจ้าปลาการ์ตูนนีโม่ขวัญใจคุณหนูๆ ปู กุ้ง และปลิงทะเล (ตัวนี้ถ้าใครไม่ชอบ ห่างๆไว้ก็ได้นะคะ) ฯลฯ ให้ได้ดำดิ่งค้นหาและสัมผัสบ้านที่น่าอยู่ของพวกมัน

 

วิถีชีวิตของคนที่นี่เน้นการทำประมง หาปลา ตกหมึก ธุรกิจการทำโฮมสเตย์และการท่องเที่ยวในชุมชนเป็นหลักและใช้จุดแข็งด้านการท่องเที่ยวนี้เองมาเป็นสินค้าโอท็อปสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำเลี้ยงคนในชุมชน ซึ่งนับว่าเป็นจุดขายที่แปลกกว่าชุมชนอื่นๆ ค่ะ

 

เกริ่นกันไปพอสมควร คราวนี้ถึงเวลาออกเดินทางกันดีกว่าค่ะ จากกรุงเทพให้ใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 41 มุ่งหน้าสู่ทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 4012 แล้วขับตรงมาตลอดอีกประมาณ 17 กิโลเมตร (ซึ่งจะมีป้ายบอกทางเข้าเกาะพิทักษ์ตลอดทาง) ก็จะถึงหัวแหลมท้องทรายซึ่งเป็นจุดพักจอดรถและท่าเทียบเรือเพื่อข้ามไปยังเกาะพิทักษ์ค่ะ

 

เมื่อจอดรถขนสัมภาระได้ ก็เดินลงไปที่ท่าเทียบเรือซึ่งเป็นสะพานไม้ ยาวประมาณ 10 เมตร มีศาลานั่งพักรอรับผู้โดยสารลงเรือข้ามฟาก มีต้นหูกวางสองต้นที่ขึ้นอยู่บนโขดหิน โน้มกิ่งเอื้อมผ่านมาที่ตัวสะพาน ซึ่งตรงนี้เองเราจะสามารถเห็นเกาะพิทักษ์ที่อยู่ห่างออกไปประมาณกิโลกว่าๆ และวิวสวยๆ ที่สามารถเก็บภาพมุมกว้างในบรรยากาศริมหาดทรายและแนวโขดหิน

 

จากนั้นเราก็มาลงเรือแหวกผืนน้ำสีฟ้าใสกันต่อ จากท่าเรือหัวแหลมท้องทรายมาถึงเกาะพิทักษ์ระยะทาง 1.2 กิโลเมตร ใช้เวลาราวๆ 10 นาทีก็ถึงค่ะ และความน่าอัศจรรย์ใจก็อยู่ตรงนี้แหละค่ะ ผืนน้ำกว้างใหญ่ที่เราใช้สัญจรไปมาเมื่อครู่ ได้สัมผัสน้ำทะเลเป็นฝอยกระจายตามกระแสของคลื่นลมเป็นระยะ เมื่อช่วงเวลามหัศจรรย์มาถึง ผืนน้ำกลับเหือดหายกลายเป็นทะเลแหวก แหวกผืนน้ำหายวับ เหลือแต่ผืนทรายเป็นลานกว้างให้เราได้เดินเหยียบย่ำๆกันอย่างสบายๆ ซึ่งปรากฎการณ์นี้จะเห็นได้ชัดสุดประมาณเดือนเมษายนถึงสิงหาคม ส่วนช่วงเดือนอื่นที่เหลือก็จะมีให้เห็นทุกวันเช่นกันแต่ไม่แหวกไปจนสุดถึงแผ่นดินใหญ่ (อย่างน้อยก็ยังได้เห็นเนอะ) แต่ช่วงเวลาใดนั้น ขึ้นอยู่กับอิทธิพลของพระจันทร์เป็นผู้กำหนดน้ำขึ้นน้ำลง ซึ่งอาจจะเป็นช่วงเช้าหรือค่ำอันนี้ต้องแล้วแต่ดวงนะคะว่าจะได้เจอตอนไหน ถ้าใครอยากมาเห็นปรากฏการณ์แบบนี้ และไม่อยากเดินทางไกลไปถึงกระบี่ ตัวเล็กว่าไม่น่าพลาดนะคะ

 

สำหรับค่าเรือโดยสารเที่ยวไปและกลับประมาณ 30 บาทต่อคนค่ะ แต่ถ้าจองที่พักล่วงหน้าไว้กับโฮมสเตย์ก็จะมีบริการรับส่งให้ฟรี ส่วนท่านใดที่มาแล้วไม่ได้จองที่พักล่วงหน้าก็จะสามารถโทรศัพท์ตามเบอร์ติดต่อที่ติดไว้ที่ศาลาพักท่าเทียบเรือได้ค่ะ

 

นั่งเรือรับลมพอหน้าตึง ๆ ก็จะเห็น “โฮมสเตย์บ้านเกาะพิทักษ์” มีประมาณสักสามสิบ-สี่สิบหลัง ส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้ชั้นเดียวอยู่ริมน้ำ มีชานระเบียงกว้างไว้สำหรับนั่งรับลมทะเลเย็นๆ ดูวิวทิวทัศน์สวยๆ และนั่งหม่ำซีฟู๊ดอร่อยๆ ด้านหน้ามีกระชังปู หรือที่เรียกว่า “ธนาคารปู” เป็นทุ่นแกลลอนน้ำมันสีฟ้าลอยให้เราเห็นไม่ไกลจากตัวโฮมสเตย์นัก สำหรับเป็นที่ฟักและอนุรักษ์แม่พันธุ์ปูทุกชนิดที่ได้จากการติดอวนของพี่ๆชาวประมงในชุมชน ซึ่งจะนำปูที่มีไข่นอกกระดองมาอนุบาลจนไข่ฟักเป็นตัว แล้วจึงปล่อยลงทะเลใช้ชีวิตตามวิถีของพวกมันอีกครั้ง เป็นการยืดวงจรชีวิตปูในท้องทะเลให้เติบโตสืบพันธุ์และกลับมาเป็นปูนึ่ง ต้ม ยำ ผัด ทอดและอีกสารพัดเมนูให้เราได้หม่ำอีกครั้ง (และแล้วมันก็ต้องตกเป็นของเรา...อร่อยจังเลย)

 

เมื่อเรือจอดเทียบบันไดบ้านผู้ใหญ่หรั่ง หรือผู้ใหญ่อำพล ธานีครุฑ ผู้บุกเบิกการทำโฮมสเตย์บ้านเกาะพิทักษ์และเป็นบ้านศูนย์กลางการต้อนรับแห่งนี้ เราก็ได้ชื่นใจกับการต้อนรับอย่างอบอุ่น และน้ำดื่มเย็นๆ จากพี่ๆ ในชุมชน ก่อนจะแยกย้ายไปตามห้องพักต่างๆ ที่ได้ติดต่อไว้แต่ต้น

 

ตัวเล็กได้พักที่บ้านรับรองซึ่งเป็นบ้านส่วนกลางของชุมชน ชายคาติดกับบ้านของผู้ใหญ่ เป็นบ้านไม้เคลือบแลคเกอร์ขนาดใหญ่ มีมุขยื่นรับลมได้อย่างดีเห็นเด่นมาแต่ไกล ระเบียงและช่องลมเป็นลายฉลุสวยงามในแบบที่ผู้ใหญ่บอกว่า “คิดแบบได้ก็ทำเลย” มีทั้งหมด 9 ห้อง แต่ละห้องกว้างขวาง มีตู้เตียงขนาดใหญ่ พัดลมติดฝาห้องที่หัวเตียง เตียงเป็นเตียงคู่ทุกห้องค่ะ สีขาวสะอาด มีมุ้งแขวนสีขาวตาถี่กันยุงลิ้นไรไม่ให้มาตอมไต่ ทั้งยังเนื้อบางเบาให้สามารถพาลมเย็นๆ พัดยามนอนได้อย่างสบาย มีระเบียงเล็กๆ ของทุกห้อง สำหรับนั่งเล่น จิบกาแฟอุ่นๆ หรือยืนกินลมชมวิวริมทะเล ก็ผ่อนคลายไม่เบา

 

เก็บข้าวของเสร็จแล้วก็ได้เวลาออกสำรวจ ชุมชนที่นี่ส่วนใหญ่จะเปิดบ้านเป็นที่พักโฮมสเตย์ค่ะ หรือถ้าบางบ้านไม่สะดวกรับลูกค้า ก็จะทำสินค้าที่ระลึกที่ได้จากทรัพย์แห่งท้องน้ำจำพวกเปลือกหอยมาทำเป็นโมบาย พวงกุญแจ งานหัตถกรรมเล็กๆน้อย อาหารทะเลตากแห้งขาย หรือไม่ก็เป็นกลุ่มนำเที่ยวดำดูปะการัง พาออกตกหมึก และช่วยดูแลความเรียบร้อยภายในชุมชนซึ่งก็ถือว่าปลอดภัยและก็อบอุ่นดี

 

บรรยากาศที่นี่ใช้ได้เลยค่ะ เงียบสงบ เหมาะแก่การพักผ่อน ช่วงน้ำขึ้นก็สามารถลงไปเล่นน้ำได้ตลอดใกล้ๆ บ้านพัก หรือจะพายคายัคเล่นก็สนุกไม่น้อย ถ้าเป็นช่วงน้ำลดก็สามารถเดินเล่นบริเวณเกาะได้อย่างสบาย ใครที่อยากชมวิว หรือนั่งดูพระอาทิตย์ยามเช้า เดินไปตามถนนตัวหนอนบนเกาะ ผ่านสวนโน้นออกสวนนี้ได้ชุ่มเหงื่ออีกสักนิด เป็นการยืดเส้นยืดสายไปในตัว

 

ส่วนในเรื่องนักท่องเที่ยวนั้น ถือว่ามีแขกเหรื่อมาเยี่ยมเยียนไม่ขาดสายทีเดียว ทั้งที่มีเป็นคู่ เป็นกลุ่ม หรือคณะดูงานจากทั่วสารทิศ โดยเฉพาะผู้ที่สนใจมาศึกษาเรื่องการจัดการท่องเที่ยวชุมชนและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้ใหญ่หรั่งเองก็ได้สืบทอดให้ลูกๆ ได้ตั้งกลุ่มยุวชนบ้านเกาะพิทักษ์ ปลูกฝังเรื่องการออมและการรักษ์ท้องถิ่นที่ตนอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นการสืบทอดทายาทพิทักษ์ผืนเกาะแห่งนี้ได้อย่างแยบยล



เรื่องราวของเกาะพิทักษ์ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ค่ะ เชื่อว่าเรียกน้ำย่อยคุณผู้อ่านไปพอสมควร สำหรับท่านที่ยังไม่เคยมา “เกาะพิทักษ์” แห่งนี้ คราวหน้าตัวเล็กจะนำกิจกรรมสนุกๆ ที่จะต้องถูกใจเหล่านักท่องกิจกรรมทางทะเล อาทิ ไปออกทะเลตกหมึกกระดุ๊กกระดิ๊กรอบดึก (ไม่ใช่ข้าวต้มรอบดึกนะคะแต่น่าลุ้นกว่า) ดำน้ำดูปะการังและโลกใต้ท้องทะเลที่เกาะคราม แหล่งอนุรักษ์ปะการังที่ใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดอีกแห่งหนึ่ง เนื้อที่ไม่กว้างเท่าไรค่ะ แค่สิบกว่าไร่เท่านั้นเอง (ฟิตร่างกายไว้ล่วงหน้านะคะเดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน) และยังได้ใช้ชีวิตชิวๆ ริมทะเล นั่งดูน้ำลดทะเลแหวกผุดอย่างแน่นอนค่ะ

 

ทุกท่านลองนึกซิคะว่า เมื่อมาเกาะแล้ว กิจกรรมจะมีอะไรกันบ้าง งานนี้สนุกแน่นอนค่ะ นึกไว้นะคะ ติ๊กตอกๆ ถูกต้องแล้วค่ะ อันดับแรกได้นอนบนบ้านริมทะเล เมื่อน้ำขึ้น ได้นอนอยู่เหนือน้ำ ฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่ง ซ่า ซ่า แต่พอเปิดหน้าต่างก็ได้ทักทายกับฝูงปลาที่แหวกว่ายอยู่รอบๆตัวบ้าน และถ้าหากอยากลงเล่นน้ำสัมผัสกับฝูงปลาอย่างใกล้ชิด อย่ารีรอค่ะ เปลี่ยนชุดให้เหมาะแล้ววิ่งไปที่หน้าชาน จากนั้น จากนั้น แต่เอ๊ะ! เดี๋ยวก่อนค่ะวัดระดับน้ำกันสักหน่อยก็ดีนะคะไม่งั้นถ้าน้ำลงคงได้เกยโคลนเป็นแน่ เมื่อประมาณแล้วว่าอยู่ในระยะปลอดภัย ก็กระโดดลงไปเลยค่ะ จะตีลังกาม้วนกี่รอบก็ตามสะดวกค่ะ ขอบอกว่าทะเลที่เกาะพิทักษ์น้ำใสมาก ใสจนเห็นผืนทรายด้านล่าง ถ้าใครไปแล้วไม่กระโดดน้ำเล่นก็ถือว่าน่าเสียดายเป็นที่สุด จะว่ายตั้งแต่น้ำขึ้นจนน้ำลดตรงนี้ไม่สงวนสิทธิ์ค่ะ สนุกให้เปรมกันไปเลย แต่ถ้าอยากออกไปไกลฝั่งสักหน่อย ที่นี่เขาก็มีคายัคไว้ให้พายเล่นสบายๆ เพลินๆ ค่ะ

 

ได้ว่ายน้ำตอนน้ำล้อมรอบตัวไปแล้ว มาถึงตอนน้ำลดกันบ้างค่ะ เมื่อครู่มองไปทางไหนก็มีแต่ผืนน้ำ แต่ถ้าหากเป็นช่วงทะเลแหวก น้ำจะเหือดแห้งจนกลายเป็นพื้นโคลนปนทรายให้เราได้เดินไปไกลได้เป็นกิโล ตรงนี้เองเป็นความมหัศจรรย์ที่ใครหลายๆ คน อาจนึกไม่ถึงว่า ที่ชุมพรก็มีทะเลแหวกกับเขาเหมือนกัน แถมยังเดินขึ้นฝั่งไปขึ้นรถกลับบ้านที่จุดพักรถหัวแหลมท้องทรายได้อีกด้วย

 


ไม่เพียงเท่านี้ ที่สำคัญในทุกเช้าเมื่อน้ำลดไม่เพียงตอเท่านั้นที่ผุด หอยก็จะผุดตามมาด้วยค่ะ (งงล่ะซิ) ก็หอยนางรมที่เป็นปุ่มเป็นปมอยู่ตามซอกหินไงล่ะคะ (ที่นี่เรียกหอยเจาะค่ะ ซึ่งขนาดจะเล็กกว่าหอยนางรมสักหน่อยแต่รสชาติเหมือนกันเป๊ะ) ซึ่งช่วงเวลานี้เอง เหล่าแม่บ้านจะออกเก็บหอยบริเวณหน้าบ้านที่มีปริมาณมากพอสมควรนำมาเป็นอาหารรับประทานกัน จะทานสดคู่กับใบกระถิน หอมเจียว น้ำจิ้มซีฟู๊ด หรือจะทอดกับไข่ก็อร่อยทั้งนั้น นี่แหละค่ะสดจากทะเลเห็นกันจะจะ ถ้าอยากสัมผัสหอยตัวเป็นๆ สามารถพิสูจน์ได้ด้วยมือคุณเองค่ะ

 

จบเรื่องหอยๆ กันไปค่ะ มาสนุกที่สองกันต่อ ไหนๆ ตัวก็เปียกแล้ว คงต้องตะเกียกตะกายขึ้นเรือแล้วนึกถึงเพลงตังเกของน้าหมูพงษ์เทพไว้นะคะ ทนหนาวอีกนิด ตัวดำอีกสักหน่อย อดใจอีกสักน้อย ออกไปดำน้ำดูปะการังที่เกาะครามกันค่ะ (แต้ แต่ ตี แต่ ตี้แต แตตี้แตตี้แต่ แต่ตีแต่ตี้แต แต่แดแดมแตแดแดม... ฉันเกิด อยู่แดน อีสาน ถิ่นกันดารที่เขา ดูหมิ่น ดูแคลน จากไกลไปหากินต่างแดน ก็อาลัยแสนเมื่อจำต้องพรากบ้านมา ....) นั่งเรือไปสบายๆ ค่ะ ดูแมงกะพรุนลอยหัวเหน่งๆ ไปตามสายน้ำ สลับกับดูปลากระโดดแข่งกับฟองคลื่นบ้าง ทอดสายตามองไกลไปตามหมู่เกาะต่างๆ บ้าง พร้อมฮัมเพลงไปเรื่อยๆ สัก 3 รอบก็ถึงเกาะครามพอดีค่ะ

 

เกาะครามเป็นเกาะเล็กๆ ห่างจากเกาะพิทักษ์เพียง 1 กิโลเมตรค่ะ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 นาทีก็ถึง มีพืชปกคลุมอยู่บ้างแต่ไม่หนาแน่นนัก รวมถึงมีผืนทรายขาวและโขดหินอยู่โดยรอบ ซึ่งสามารถเกิดปรากฎการณ์ทะเลแหวกได้เช่นกัน ลักษณะเป็นสันทรายเดินเล่นได้ แต่จะไม่ไปจรดกับเกาะใด เดินๆ ไปก็จะเหมือนยืนอยู่กลางทะเลแปลกดีค่ะ

 


มาถึงเกาะคราม เรือจะไม่เข้าไปจอดใกล้เกาะมากนะคะ เพราะจุดที่ดูปะการังได้ดีจะห่างออกมาสัก 100-200 เมตร ถือว่าเป็นแหล่งปะการังที่สมบูรณ์มากทีเดียว ใส่สน็อกเกิลและเสื้อชูชีพเพื่อความปลอดภัย (ราคาเช่าชุดละ 50 บาท) ดำดูใต้น้ำจะพบกับป่าใต้น้ำ ปะการังเขากวาง ปะการังสมองและปะการังอีกหลายชนิดค่ะ ปลิงทะเลตัวอ้วนดำๆ (ไม่ใช่พี่พลพลนะคะ) ปลาการ์ตูนหลากสี ที่เห็นจะเป็นสีขาวดำค่ะ หอยชักตีนพร้อมด้วยหอยมือเสือซึ่งมีเฉพาะท้องน้ำที่สมบูรณ์เท่านั้น แหล่งปะการังที่นี่มีอาณาบริเวณกว้างถึง 10 ไร่ทีเดียว สำหรับคนที่ว่ายน้ำไม่เป็นก็ไม่ต้องเสียใจค่ะ เพราะถึงแม้ว่าคุณจะนั่งทำตาละห้อยเอามือตะกุยอยู่ริมๆ แคมเรือ ก็สามารถเห็นความงามและโลกใต้ท้องทะเลผ่านผืนน้ำใสๆ เหมือนได้ลงไปดูเหมือนกันค่ะ

 


ดำน้ำดูปะการังจนอิ่ม หากยังไม่จุใจลองเป็นลูกชาวเลทดลองวางลอบลงอวนดักกุ้ง ล้อมปลา และกู้ลอบจับหมึกกันต่อค่ะ ห่างจากเกาะครามมาสักระยะ เราสามารถลงอวนเพื่อจับปลาได้เลยค่ะ การจับปลาที่นี่มีทั้งแบบทิ้งอวนและอีกอย่างคือทิ้งลอบ (เป็นโครงไม้ขึงด้วยอวน แหวกปากทางเข้าไว้ 1 ทาง และมีการพลางกับดักนี้ด้วยทางมะพร้าวด้านบน) ที่ดักได้ทั้งหมึก ปู ปลาซึ่งจะได้ตัวเล็กตัวใหญ่ก็ขึ้นกับความห่างถี่ของตาข่ายอวน จากนั้นก็ลอยลำทิ้งระยะไว้สักพักใหญ่ๆ ถ้าแค่อยากลองลงอวนดู ก็ทิ้งไว้แป๊บเดียวกู้ขึ้นมาเผื่อฟลุ๊คได้ปลาก็ถือว่าโชคดี แต่ส่วนใหญ่จะรอเวลาให้เหยื่อหลงมาเยอะๆ และแวะมากู้ลอบเก็บอวนในตอนค่ำๆ ค่ะ สนุกกันมาพอสมควรคิดว่าน่าจะหิวกันแล้วใช่ไหมเอ่ย งั้นนั่งเรือโต้คลื่นกลับบ้านกันดีกว่า

 


พักเบรคสักระยะก่อนจะไปทำกิจกรรมมันส์ๆ รอบดึก มื้อเย็นที่นี่ถือว่าเป็นมื้อนัดกระชับรวมมิตร โปรดฟังอีกครั้ง นัดกระชับรวมมิตรค่ะ (คุ้นๆไหมคะเนี่ย) เพราะผู้ใหญ่หรั่งเล่นยกกันมาเป็นคาราวานซีฟู๊ดค่ะ ทั้งปูม้าเป็นๆ ตัวโต นึ่งกันสดๆ ซึ้งใหญ่ หมึกกล้วยตัวโตทอดอีก 2 จานโตๆ ปลาทอดอีกหลายจาน เรียกว่าสดๆ จากพี่ๆ ชาวประมงที่จับได้มาใหม่ๆกันเลยทีเดียว ยำมะม่วงปลากรอบอีกเป็นกะละมัง ขอบอกว่ากับแกล้มกะละมังนี้อร่อยเด็ดมากมายค่ะ เพราะได้รสเปรี้ยว หวาน สามรสและกรุบกรอบกลมกล่อม ตักกันชนิดว่าไม่หยุดทีเดียว สุดท้ายก็เรียบร้อยไปทั้งกะลังมัง ฝีมือพี่พรแม่บ้านคนสวยขวัญใจผู้ใหญ่หรั่งของเรานี่เอง

 


ดื่มน้ำดื่มท่านั่งให้ข้าวเรียงเมล็ดกันสักพัก ดูพระอาทิตย์ตกดินค่อยๆ ทอแสงลับขอบน้ำอีกสักหน่อย ที่นี่เวลาพระอาทิตย์ตก ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มๆ ได้อารมณ์ครึ้มๆ สวยไปอีกแบบ ราวๆ สองทุ่มเราก็เตรียมตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าไปตะลุยท้องทะเลยามค่ำคืนกับการลงเอ็นตกหมึกกันค่ะ (ไม่ได้ให้ไปลงเล่นน้ำตอนกลางคืนนะคะแต่แค่กลัวเปียก)

 


ล่องเรือห่างฝั่งไปสัก 500 เมตร เมื่อได้ทำเลเหมาะผู้ใหญ่หรั่งสั่งนายท้ายให้จอดเรือทิ้งสมอชะลอให้หยุดนิ่ง ลำเรือไหวเอนไปตามเกลียวคลื่นที่ล้อลม หลอดนีออนที่ระโยงทั่วลำเรือส่องแสงนวลสีเขียว เพื่อล่อหลอกลวงเหยื่อหมึกน้อยให้มาติดกับ

 


เหล่าพรานทะเลมือสมัครเล่นค่อยๆ หย่อนเอ็นกับเหยื่อลวงสีสันสดใสออกจะแสบทรวงไปสักนิด แต่คิดว่าเจ้าหมึกทั้งหลายคงปรารถนาได้พวกมันมาเชยชมเป็นขนมมื้อดึก เลยติดกับมาพอสมควร มีผิดหมู่ผิดพวกก็ปลาบางตัวที่หลงกลุ่มแอบมาอุ้มเหยื่อสีแสบติดเบ็ดเป็นอันเสร็จพวกเรา ส่วนตัวเล็กดวงทำบาปไม่ขึ้นจึงไม่มีตัวไหนมึนมาติดกับ เลยขอถอยทัพแบบอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ ตั้งรับเป็นหน่วยชิมจะดีกว่า


สนุกกันได้พักใหญ่ถึงเวลาหันหัวเรือกลับ แต่ก่อนอื่นยังจำกันได้อยู่ไหมคะว่าเมื่อตอนเช้าเราลงอวนแล้วก็วางลอบไว้ นั่นแหละค่ะเราก็มาเก็บกู้ดูว่ามีเหยื่อตัวไหนที่หลงมาติดกับเราบ้าง สุดท้ายยกลอบขึ้นมาก็ได้ทั้งปลา ปู และหมึก สำหรับเป็นอาหารเช้าให้กับพวกเรา

 


เหยียบขึ้นโฮมสเตย์ได้ต่างคนก็หาของกินกัน ดื่มน้ำดื่มท่าแก้กระหายหลังจากใช้พลังงานในการเพ่งพลังจิตหลอกล่อให้เจ้าหมึกหลงผิดมาติดกับ มีการเยาะเย้ยกันบ้างกับผู้โชคร้ายที่ให้หย่อนเอ็นอย่างไร หมึกก็ไม่ยอมกิน (สงสัยจะเป็นเรา) แถมส่งสายตาอิจฉาให้กันเล็กน้อยเมื่อเพื่อนร่วมลำเสน่ห์ดีมีหมึกมาติดหลายตัว ไม่รู้ว่าใครจะอิ่มจะดีใจกับผลงานชิ้นโบว์ดำ (โดนหมึกพ่น) กันไปเท่าไร ตัวเล็กวิ่งหน้าตั้งอาบน้ำแล้วก็เข้านอนทันที มารู้สึกตัวอีกทีก็ตีห้ากว่าๆ (แหม...หลับสบายจริงๆ) ได้เวลาไปเดินชมเกาะปะหน้ากับพระอาทิตย์ยามเช้าพอดี

 


เดินกันไปเป็นกลุ่มจนถึงมุมเหมาะริมภูเฉียดหน้าผา พระอาทิตย์เบิกฟ้านกกาโบยบินคนทำมาหากินออกลอยเรือ ก็หยิบกล้องขึ้นมาคนละแชะสองแชะ เอาหน้าแป้นๆ ประชันโฉมกับดวงอาทิตย์กลมๆ ที่เพิ่งตื่นขึ้นลั๊นลารับวันใหม่ (สรุปพระอาทิตย์แย่งซีนไปครอง หน้าดำกันเป็นแถวเพราะถ่ายย้อนแสง) แวะถ่ายรูปตรงนั้นทีตรงนี้ที จนมาถึงหาดทราย อีกด้านของเกาะที่จะเล่นน้ำ หรือตกปลาก็เป็นส่วนตัวดีค่ะ เดินกันมาจนเหงื่อซึมๆ ตามถนนตัวหนอนก็จะเจอสวนทั้งไม้ผลไม้ยืนต้น สวนมะพร้าว สวนยาง ลัดมาเรื่อยๆ ก็จะมาเจอกับชุมชนพอดี ซึ่งถ้าเดินออกไปทางขวาก็จะเป็นห้องประชุมภายในชุมชน มาทางซ้ายเดินแตะทรายผ่านโฮมสเตย์ไม่กี่หลังก็กลับถึงที่พักพอดี

 


แวะทักทายพี่ๆ ที่ชุมชนบ้านโน้นทีบ้านนี้ที ก่อนกลับมาเก็บข้าวของเดินทางกลับ ได้รอยยิ้มหวานๆ เป็นของฝากกลับบ้านมาเพียบเลย แถมยังมีเสื้อเกาะพิทักษ์ โมบายเปลือกหอย พวงกุญแจเป็นของฝากแทนใจจากเกาะ

 


และแล้วงานเลี้ยงก็ต้องมีวันเลิกลา แต่ความสนุกก็จะไม่จางหายไป หากเราได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง ต้องยอมรับว่ากิจกรรมดีๆ ที่เราได้ทำ ได้เรียนรู้วิถีชีวิตของผู้คนบนเกาะพิทักษ์แห่งนี้ ทั้งความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน การรักษ์และพิทักษ์ผืนเกาะและท้องน้ำ ทำให้ตัวเล็กอดประทับใจพี่ๆ ที่นี่ไม่ได้ มิหนำซ้ำยังหลงรักเกาะพิทักษ์อย่างไม่รู้ตัว

 


ท่านใดที่อยากไปสนุกแบบนี้ ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้เลยค่ะ
บ้านเกาะพิทักษ์โฮมสเตย์ ผู้ใหญ่อำพล ธานีครุฑ หมู่ที่ 14บ้านเกาะพิทักษ์ ตำบลบางน้ำจืด อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร 081-606-5595 ,081-625-8592

Loading...

ท่องเที่ยววิถีพอเพียง อัพเดตล่าสุด