ตะลุย “อ่าวลึก” ย้อนสู่ห้วงจูราสสิคและยุคมนุษย์ถ้ำเมืองไทย

แชร์หน้านี้ให้เพื่อนๆของคุณ
หลายท่านที่เคยได้ชมภาพยนตร์จูราสสิค พาร์ค (Jurassic Park) อันโด่งดัง

เชื่อว่ายังคงจำบรรยากาศป่าดิบทึบในกลุ่มภูเขาสูง สายฝนโปรยระเรื่อยลงบนยอดไม้เขียวชะอุ่ม ค่อยๆ ทิ้งตัวกลืนร่างกลมใสไปกับท้องน้ำ ความหนาวเย็นของอากาศที่ชื้นแฉะครอบคลุมบรรยากาศให้ดูลึกลับ อึมครึม...

 

..ในขณะที่เสียงหัวใจของตัวละครและคนดู เริ่มรัวเป็นจังหวะ ตุบ ตุบ ตุบ และแล้วไดโนเสาร์ตัวโตหลากสายพันธุ์ ก็เผยโฉมหน้า วิ่งไล่ล่าเหยื่อให้ได้ตะโกนกรีดเสียง (และเสียงหัวเราะของเด็กๆ ที่เห็นตัวละครวิ่งหนีเจ้าไดโน่ (Dinosaur) กันกระเจิง) ได้เป็นอย่างดี

 

ซึ่งคราวนี้เราคงไม่ต้องไปหาฉากหรือบรรยากาศอย่างที่ว่าไกลถึงเมืองนอกเมืองนา ทว่า เดินทางมาที่เครือข่ายท่องเที่ยวชุมชนอ่าวลึก หมู่ที่ 2 ตำบลอ่าวลึกเหนือ อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ทุกท่านก็จะได้สัมผัสบรรยากาศเหมือนได้ย้อนไปสู่คาบเวลาจูราสสิค แห่งมหายุคมีโซโซอิค (65-251 ล้านปี) ที่มีสัตว์ขนาดใหญ่ ไดโนเสาร์วิ่งเพ่นพ่านเต็มไปหมด ได้ไม่ยาก เพียงแต่ฉากทุกอย่างเปลี่ยนจากบนผืนดินเป็นในท้องทะเลแทนเท่านั้นเอง

 

วันที่เดินทางไปที่อ่าวลึก พี่ตู่และพี่ศักดิ์สองกูรูผู้ชำนาญภูมิศาสตร์แห่งอ่าวลึก นำเราเริ่มนับจุดสตาร์ทที่ “ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเครือข่ายชุมชนอ่าวลึก” บอกเล่าความเป็นมาของบริเวณเขากาโรสและจุดสำคัญต่างๆ ที่จะพาไปชม จากนั้นก็พาลงเรือ “หัวโทง” ออกเดินทาง (แรกๆ ผมก็รู้สึกเฉยๆ เห็นแล้วงั้นๆ แต่...)

 

หัวโทงพาลัดเลาะแหวกผืนน้ำนิ่งสงบ ไปตามเส้นทางออกสู่ท้องทะเล สองฟากฝั่งหนาทึบไปด้วยพรรณไม้ชายเลน ดูเขียวครึ้มสุดลูกตา ได้สัมผัสลมเย็นบริสุทธิ์ จนกระทั่งมาหยุดจอดพักเรือทานข้าวเที่ยงกันที่แพกลางน้ำบริเวณอ่าวท้องม้าหน้า “เขากาโรส”

 

แพไม้กลางน้ำ เบื้องหลังเป็นภูเขาสูงปกคลุมด้วยต้นไม้ต้นน้อยๆ และผืนน้ำสีมรกต ช่างเป็นบรรยากาศที่เหมาะแก่การพักผ่อน นอนเล่น สูดอากาศบริสุทธิ์ (ไม่ธรรมดาซะแล้ว)

 

เรานั่งกินข้าวกับเมนูพื้นถิ่นน้ำพริกปลาทู แกงเหลืองปลาสีกุน ปลาเค็มทอด ผัดผัก...อร่อย เรียบง่าย แต่ได้อรรถรสในการดื่มด่ำธรรมชาติไปพร้อมๆ กัน ...หร่อยจังฮู้

 

“เขากาโรส” ขรุขระ ตะปุ่มตะป่ำ เว้าแหว่ง ประกาศความงามของมันเมื่อเราได้เข้าใกล้ทุกขณะ นายท้ายดับเครื่องแล้วค่อยๆ พายหัวโทงเข้าเทียบเขากาโรส เราไต่ระดับความสูงและความลาดชันเข้าสู่ถ้ำกาโรสทีละนิด ทุลักทุเลพอทน ยิ่งเท้าเปียกน้ำด้วยแล้วความลื่นยิ่งเป็นทวีคูณ นั่นก็หมายถึงการที่จะต้องระวังตัวและการรักษาความปลอดภัยโดยเฉพาะกล้องคู่ใจที่คล้องไว้ที่คอจะกระแทกกับผนังถ้ำก่อนจะไปถึงฝั่งฝันภาพถ้ำกาโรส

 

โอ้โห...เสียงชื่นชมในความงามของส่วนขาด ความเว้าแหว่งของหินผาที่กาลเวลาริดรอน และช่องโหว่ของถ้ำกาโรสเหมือนเป็นหน้าต่างขนาดใหญ่ ที่พาให้สายตาทอดยาวไปจรดท้องทะเล และความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศสีเขียวชะอุ่มดูสบายตาของผืนป่าโกงกางนับสิบไร่...หายเหนื่อยกันเลยทีเดียว (...งามมากๆ...)

 

จากถ้ำกาโรส เราเดินทางล่องเรือกันต่อ เพื่อไป “หุบเขาปีศาจ” การเดินทางเข้าสู่หุบเขาปีศาจนั้น จากหัวโทงติดเครื่อง พี่ตู่สั่งนายท้ายดับเครื่องยนต์ แล้วใช้การพายมือเพื่อระเลียดธรรมชาติและลดมลภาวะทางเสียงที่อาจทำให้นกหรือสิ่งมีชีวิตตระหนก

 

หุบเขาปีศาจ เราลอดอุโมงค์ถ้ำ ปากทางจากเขากาโรส เข้าสู่บรรยากาศแห่งห้วงเวลายุคจูราสสิค กับดินแดนที่เรียกว่า “หุบเขาปีศาจ” เงียบสงบ มีเพียงเสียงฝีพายและการพูดคุยถึงความงดงามของธรรมชาติ พรรณไม้ดึกดำบรรพ์ ปาล์มโบราณ ต้นจาก รวมถึงพืชชนิดอื่น (ที่ผมเองก็ไม่ทราบทีเดียว รู้แต่ว่า อายุอานามคงมากกว่าผมหลายร้อยปี) ยืนต้นห้อยโหนสืบเผ่าพันธุ์ให้ได้ยลโฉมอย่างมากมาย

 

พี่ตู่ยังเสริมด้วยว่า นอกจากบริเวณนี้เคยเป็นดินแดนยุคจูราสสิคเมื่อหลายล้านปีก่อนแล้ว ภาคใต้ยังเคยเป็นท้องมหาสมุทรกว้างใหญ่ จึงไม่แปลกเลยที่จะขุดค้นพบกับสุสานหอยโบราณ (เปอร์เมียร์และแอมโมไนต์) จำนวนมาก รวมถึงการพบเจอภาพเขียนสีตามเชิงผา หลังจากมีการทับถมของชั้นดินและการแยกของเปลือกโลกจนกระทั่งมาถึงยุคของ “ไพลสโตซีน” (ประมาณแสนปีก่อน) ที่ทำให้อุบัติมนุษย์ (Homo Erectus) ขึ้น ที่เรียกกันว่า “มนุษย์ถ้ำ” นั่นเอง (ซึ่งผมจะมาเล่าต่อในคราวต่อไปนะครับ)

 

พายเรือไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพี่ตู่ตะโกนบอกเราให้ดูหน้าผาลูกหนึ่ง จินตนาการคร่าวๆ มีวงกลมๆ 2 วง ต่ำลงมามีวงกลมเล็กๆ 2 วง แล้วก็สามเหลี่ยมคว่ำหัว ซึ่งก็พอจะมองให้เห็นเป็นโครงหน้าของคน มี ตา จมูกและปาก แต่ดูไม่ใช่คน (ผีหรือปีศาจ คล้ายตัวละครในภาพยนตร์ Scream นั่นเอง) พายเรือมาอีกหน่อยก็เจอกับหน้าผาที่มีหน้าปีศาจอีก 2 ลูกติดๆ กัน แต่เป็นผีแบบไทยๆ ผีตาโขนนั่นเอง มิน่าล่ะถึงเรียกที่นี่ว่า “หุบเขาปีศาจ”

 

และแล้วเวลาแห่งการท่องยุคจุราสิคก็หมดลง แม้ว่าจะยังไม่สามารถค้นพบซากไดโนเสาร์ให้เราได้พบเห็นหรือหากมีจริงคงต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าที่กาลเวลาจะพาพวกมันมาเปิดตัวต่อสายตาชาวโลก ที่ปรากฎอยู่มีเพียงสุสานหอย และฟอสซิลปะการังบนยอดเขาสูง แต่อย่างน้อย ทุกท่านที่ได้มาสัมผัสกับบรรยากาศอ่าวลึกแห่งนี้ ก็เหมือนได้กลับไปสัมผัสห้วงเวลานั้นอีกครั้ง...

 

หากใครต้องการไปสัมผัสธรรมชาติในยุคดึกดำบรรพ์ที่อ่าวลึกแห่งนี้คงต้องจองกันล่วงหน้าสักนิด เพราะทางกลุ่มรับนักท่องเที่ยวเพียงวันละ 60 ท่านเท่านั้น เพื่อคงความสด บริสุทธิ์ของอ่าวลึกเพื่อเป็นมรดกให้กับลูกหลานต่อไป

 

แต่ก่อนอื่น คุณเคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมเขาจึงเรียกมนุษย์ยุคนั้นว่า “มนุษย์ถ้ำ” (Homo Erectus) งั้นลองคิดย้อนไปเมื่อสมัยหลายแสนปีก่อน คุณคิดว่ามนุษย์ยุคนั้นมีบ้านงามๆ คฤหาสน์หรูๆ หรือว่านอนห้องสี่เหลี่ยม แฟลต คอนโดสูงระฟ้าอย่างเราหรือไม่...ไม่...เป็นคำตอบที่ ที่ ที่ ถูกต้องนะครับๆๆๆๆๆๆๆๆ พวกเขาไม่มีความสะดวกสบายอย่างเราแน่นอน ที่สำคัญยุคนั้นมีแต่ป่าดงพงไพรหนาทึบ สัตว์ดุร้ายมากมาย และปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆ ที่คาดเดาพยากรณ์ไม่ได้ ดังนั้นการจะเอาชีวิตรอดจากความหฤโหดเหล่านั้น คือต้องหลบซ่อนตามฐานที่มั่นต่างๆ อาทิ อยู่ตามป่าลึกเพื่ออำพรางตัว ภูเขาสูงและสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรในการดำรงชีพ ถ้ำที่แข็งแกร่งบังแดดฝนและสัตว์ร้ายตัวโตไม่ให้สามารถเข้ามาได้ จึงเรียกมนุษย์เหล่านั้นตามที่อยู่อาศัยนั่นเอง และที่อ่าวลึก พวกเขาอยู่ตามถ้ำจึงเรียกว่า “มนุษย์ถ้ำ” นั่นเอง

 

บริเวณของอำเภออ่าวลึก ไม่ว่าจะเป็นเขากาโรส ที่เราไปชมความงามเมื่อครั้งที่แล้ว ถ้ำเขาตีนนุ้ย เขาขนาบน้ำ เขาเขียนในสระ ถ้ำหน้ามันแดง เพิงผาแหลมยอ ถ้ำผีหัวโต แหลมชาวเล แหลมไฟไหม้ และบริเวณเวิ้งอ่าวกระบี่-พังงา ล้วนแต่เป็นแหล่งที่ค้นพบภาพเขียนสีล้ำค่า ศิลปะช่วงยุคประวัติศาสตร์ไพลสโตซีน(ประมาณแสนปีก่อน)ทั้งสิ้น

 

จุดใหญ่ที่ค้นพบมากที่สุดก็คือที่ “ถ้ำผีหัวโต” จำนวนเกือบ 200 ภาพ ถ้ำที่เชื่อกันว่าเป็นสถานประกอบพิธีกรรมในยุคมนุษย์ถ้ำในอดีต แต่ละภาพที่ขีดเขียนไว้ตามผนังถ้ำนั้น สืบทราบว่าเป็นการทำพิธีการสะกดวิญญาณผู้ล่วงลับให้อยู่เป็นที่เป็นทางภายในถ้ำ (อย่าเพิ่งกลัวไปครับ เพราะมาถึงปัจจุบัน พวกท่านเหล่านั้นคงมาเกิดในยุคเรากันหมดแล้ว) หรือให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ เป็นจุดฝังศพ และภาพเขียนที่ปรากฏบนผนังถ้ำนั้น ก็คือหน้าตาของผู้ตายนั่นเอง เพื่อเป็นการบอกตำแหน่งว่าตรงนี้มีเจ้าที่แล้วนะอย่ามาทับร่างฉันนะ...

 

ส่วนภาพอีกภาพหนึ่งที่ผมเองก็ติดอกติดใจไม่ใช่น้อย ก็คือ ภาพมนุษย์หัวเร๊คเก้ (อันนี้ผมเรียกเอง) ที่อยู่บริเวณปากถ้ำผีหัวโต เป็นภาพคนในชุดลายทางเหมือนมัมมี่(Mummy) แต่มีปากแหลมๆ มีทรงผมเหมือนยอดต้นมะพร้าว ที่คุณๆ เห็นเป็นสัญลักษณ์กลุ่มท่องเที่ยวอ่าวลึก นั่นคือ “หมอผู้ทำพิธีสะกดวิญญาณ” เข้าใจกันง่ายๆก็คือ “หมอผีประจำเผ่าสมัยโน้น” นั่นเอง (อย่าคิดว่าเขาจะมาเต้นเร๊คเก้ สกา ให้ดูละ) ซึ่งถ้าใครอยากได้ไว้สักภาพสองภาพแนะนำให้อุดหนุนสินค้าของกลุ่มฯ ทั้งกางเกงเล เสื้อ(จะมีลายสกรีนภาพเขียนสี) รับรองได้พ่อหมอไปสะกดจิตสะกดใจที่บ้านแน่นอน

 

ไม่เพียงแต่ที่ถ้ำผีหัวโตจะเป็นแหล่งที่พบภาพเขียนสีมากสุดเท่านั้น หากล่องเรือเลาะไปตาม “เวิ้งอ่าวกระบี่-พังงา” ถ้ำชาวเล แหลมไฟไหม้ คุณก็จะได้พบกับภาพเขียนสีตามเชิงผาอีกหลายต่อหลายภาพ ทั้งภาพแฝดสยามคู่แรก ภาพปลา คน รวมถึงที่เขากาโรสเองก็พบภาพเรือใบยุคโบราณ และเป็นแหล่งเก็บสมบัติมาก่อน แต่ปัจจุบันกลับไม่หลงเหลือสมบัติสักชิ้น เนื่องจากถูกขุดไปหมดแล้ว...(...อดเลยเรา!...)

 

หลังจากเที่ยวถ้ำเที่ยวผามาพอหอมปากหอมคอ เราเข้าพักที่ “ไร่ปรีดาโฮมสเตย์” โฮมสเตย์ในสไตล์ชนเผ่า(มนุษย์ถ้ำ Cave man) ขอบอกครับ ขอบอก บรรยากาศร่มรื่นสุดๆ ตัวบ้านพักปลูกสร้างด้วยไม้ มุงด้วยใบต้นจากเลียนแบบกึ่งสไตล์บาหลี ห้องน้ำเปิดโล่งเพื่อสัมผัสกับธรรมชาติภายนอก (Open Air) หรือจะพักแบบกางเต้นท์ก็ได้อรรถรสไม่แพ้กัน ทั้งมีพื้นที่สำหรับเดินเล่นบริเวณกว้าง ปั่นจักรยานออกกำลังกาย มีลานกิจกรรมทั้งในร่มและกลางแจ้ง หรือการเล่นก่อกองไฟ รวมถึงมีการแสดง ร้องเพลง ระบำประยุกต์ให้เข้ากับดินแดนมนุษย์ถ้ำ และอาหารรสอร่อยรอต้อนรับ

 

ประภาคาร หาดทรายกลางทะเล ...จุดเด่นที่พี่ศักดิ์และพี่ตู่นัดเราให้ได้มาสัมผัส
ตีห้าของรุ่งเช้า... เวลานัดหมายเพื่อเดินทางไปชมความงามของพระอาทิตย์ขึ้นกันที่ประภาคารกลางทะเล
พระอาทิตย์เริ่มทอแสง ประภาคารสูงตั้งตระหง่านปรากฏอยู่กลางอ่าว กอปรกับหาดทรายและโขดหินที่ผุดเป็นแนวยาวขึ้นมากลางอ่าวกระบี่ ช่วงต่อระหว่างทะเลกระบี่-พังงา กลางทะเลลึกแต่กลับมีสันทราย เป็นจุดมหัศจรรย์ที่ไม่ควรมองผ่านและก้าวเลยไปที่จะไม่สัมผัส

 

แม้วันที่เราไปอาจจะมีเมฆหมอกลงเยอะไปสักหน่อย แต่ก็พอจะเห็นได้ว่า ณ จุดนี้ คงเป็นจุดที่สวยและแปลกสุดกลางทะเลกระบี่ ใครมาแล้วต้องประทับใจเหมือนพวกเราแน่นอน (ถ้าหากไม่เชื่อ...ต้องลองมาดูให้เห็นกับตา)

 

และจุดนี้เองที่ทำให้เราได้สัมผัสกับวิถีชาวประมงที่กำลังสาว(ดึง)อวน เพื่อนำกุ้งปลาที่ได้ไปรับประทานและขาย ซึ่งหากไม่ได้ลงเรือออกมาดูเองก็คงไม่ได้บรรยากาศสดๆ สดจริงๆครับ เพราะกุ้งกับปลาพวกผมซื้อมายังเป็นๆ อยู่เลย (มื้อไหนไม่รู้รู้แต่ว่ามื้ออร่อยสดๆ)

 

“ถ้ำค้อม” ถ้ำที่ทำให้เราได้ตื่นเต้นอีกมุม (สำหรับผมหรืออาจจะเป็นคุณด้วย) พี่ตู่พาเราจากประภาคารมาดับเครื่องเรือตรงเขาลูกหนึ่ง จากนั้นบอกให้พวกเราปีนป่ายบันไดไม้ สำหรับคนตัวสูง(ยาว)คงไม่มีปัญหา แต่สำหรับผมตัวสั้น จึงต้องใช้วิทยายุทธขั้นสูงสุด กระโดดเกาะบันไดขั้นสุดท้ายอย่างสุดฤทธิ์ (ไม่อย่างนั้นคงต้องร่วงลงทะเลแน่ๆ) เพราะตอนที่ผมไป เป็นช่วงน้ำลงพอดี จึงค่อนข้างยากสักนิด แต่ก็คุ้มค่าครับ เพราะเมื่อได้ขึ้นไปบนถ้ำแล้ว เหมือนได้เดินอยู่ริมหน้าต่าง หรือทางเดินบนระเบียงริมทะเล แต่เป็นระเบียงหิน หินที่ทิ้งตัวตั้งเป็นเสา เว้นช่วงห่างเป็นระยะ จึงสามารถชมความงามของท้องทะเลได้อีกมุมมองหนึ่ง สวย แปลก นานๆจะเจอสักครั้ง (ถ้ามานั่งคนเดียว ปล่อยอารมณ์สบายๆ คงเข้าถึงบรรยากาศได้ดีทีเดียว) และมีหลืบถ้ำ ซึ่งคาดว่าคงเคยเป็นที่อยู่อีกแห่งของมนุษย์ถ้ำ

 

จากนั้นพี่ทั้งสองพาพวกเรามุดลงสะพานด้านล่างของถ้ำ เพื่อให้เราเดินชมความงามไปบนหาดทรายบริเวณด้านหน้าถ้ำค้อม มุมด้านล่างสวยทีเดียว เห็นส่วนโค้งเว้าของหน้าผา เป็นหาดทรายขนาดย่อมๆ ที่จะเดินทอดน่องสบายๆ ไปพร้อมกับลมทะเลเย็นๆ และแสงแดดอ่อนๆ ในยามเช้า

 

บริเวณที่เราเดิน ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นน้ำทะเลนั้น พี่ตู่ก็ชี้ให้ดูว่า นั่นไงบันไดที่เราปีนขึ้นเมื่อตอนมา (อ้าว...แล้วให้พวกผมปีนบันไดจนขาสั่นทำไมเนี่ย) แต่ก็ถือว่าคุ้มครับที่พี่ทั้งสองมีการเล่นเกมกับพวกเราเพื่อให้ได้เห็นทุกมุมของถ้ำค้อม ถือว่าเป็นลูกเล่นที่เรียกเสียงหัวเราะให้พวกเราได้อย่างดี เป็นเทคนิคเฉพาะตัวที่ทำให้ลูกทัวร์อย่างเราไม่เบื่อ ก่อนที่จะขึ้นฝั่งเดินทางไปชมถ้ำคลัง คลังแห่งมรดกของคนกระบี่

 

“ถ้ำคลัง” ถ้ำมีชีวิต อันดับสองของเอเชียถ้ำสุดยอดแห่งความสมบูรณ์และความหลากหลายของหินงอกหินย้อย สิบสามคูหาแห่งความมหัศจรรย์ที่คุณจะต้องตะลึง...

 

“ถ้ำมีชีวิต” คำนี้เองที่ทำให้พวกเราต้องขอเข้าพิสูจน์ เราเดินทางมาถึงถ้ำคลังก็ต้องพบความแปลกใจ เพราะความเงียบสงบ ไม่มีความพลุกพล่าน มีเพียงพวกเราเท่านั้นจริงๆหากเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแหล่งอื่นๆ ที่เคยไปมา จะมากไปด้วยนักท่องเที่ยว ดูวุ่นวาย แต่ที่นี่กลับเหมือนได้มาถ้ำส่วนตัว ที่สำคัญการเข้าสู่ถ้ำคลังนั้น พี่ทั้งสองเน้นอย่างยิ่งเรื่องความปลอดภัย ไกด์ 2 คน ต่อ นักท่องเที่ยวไม่เกิน 8 คน (อุ่นใจและปลอดภัยจัง)

 

เราเริ่มเดินเข้าปากถ้ำ ผ่านสะพานไม้ พร้อมอุปกรณ์ “ไฟฉายส่องกบ” สวมศรีษะคนละกระบอก โดยมีพี่ศักดิ์เป็นคนนำทาง พี่ตู่เดินปิดท้าย

 

ทางด้านในถ้ำค่อนข้างแคบ ลื่นและชื้นแฉะสักนิด (ผมแนะนำ ถ้ามาถ้ำให้เลือกรองเท้าหุ้มข้อหรือผ้าใบจะเหมาะมาก) เดินผ่านทีละห้อง(คูหา) ผมจำชื่อไม่ได้ทั้งหมด รู้แต่ว่ามันสวยและสดมากๆ คุ้มค่ากับการบุกมาให้เห็นกับตา หินแต่ละชิ้นที่พบรูปร่างแตกต่างกัน มีทั้ง “หลอดกาแฟ เจดีย์ หน้าคน ปะการัง เป็นริ้วๆ คล้ายม่าน” ซึ่งมันยังคงก่อตัวขึ้นทุกวัน ยังเป็น “หินเป็น” ที่ทั้งงอกและย้อยหยดลงมาจำนวนมาก (แต่ห้ามเอามือไปสัมผัสหินเป็นนะครับ เพราะจะทำให้มันหยุดการสร้างตัวทันที เท่ากับว่าคุณทำลายมรดกของชาติไปแล้ว)

 

เดินหยุดชมเป็นระยะจนกระทั่งมาถึงห้องมรกต ห้องนี้มีสระน้ำสีมรกต สวยมากๆ ไม่น่าเชื่อว่าในถ้ำลึกเพียงนี้จะมีบ่อน้ำใสขนาดย่อมๆ อยู่ (ลึกเท่าไรผมไม่กล้าพิสูจน์เพราะอากาศในถ้ำค่อนข้างเย็นและผมก็ว่ายน้ำไม่เป็น)

 

เรายืนชมความงดงามของมันสักพักก็เดินมาที่ห้องที่พี่ศักดิ์บอกให้ปิดไฟพิสูจน์ความมืดของถ้ำ ขอบอกครับ ขอบอก มืดมากๆ ไม่เห็นอะไรเลย และกว่าจะมาถึงห้องนี้ก็ลึกมากด้วย เชื่อแล้วครับว่าหากไม่มีคนนำทางและแบตเตอรี่ไฟฉายมากพออาจได้นอนแห้งอยู่ในนี้แน่นอน ถ้าหลงเข้าไปด้วยแล้ว จะยิ่งหาทางออกยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะความลึกของถ้ำที่พี่ศักดิ์เองบอกว่าเดิน 5 ชั่วโมงก็ยังไม่หมด (ให้ไกด์นำทางปลอดภัยที่ซู๊ด)

 

นอกจากหินงอกหินย้อยที่เราได้ชื่นชมความสดมากๆ ของพวกมัน ยังมีสัตว์ขนาดเล็กรูปร่างแปลก ที่คุณต้องไปเห็นกับตาเองว่ามันอยู่ได้อย่างไร (อันนี้ขออุบไว้ให้ไปดูเอง) และที่สำคัญการท่องเที่ยวถ้ำคลังแห่งนี้ รับนักท่องเที่ยวไม่เกินวันละ 60 ท่านเท่านั้น (อ้าวใครอยากชมความสด ส๊ด สดของถ้ำ รีบจองด่วน) นี่แหละครับคือความโชคดีของคนอ่าวลึกที่มีคลังสมบัติทางทรัพยากรที่คนอื่นๆ ต้องอิจฉา...

 

ลิง...ปิดท้าย ไปดูลิง หลังจากบุกตะลุยชมความงามของถ้ำคลังมาจนหนำใจ มาชมความสามารถของเจ้าจ๋อ ลิงเจี๊ยก แรงงานผู้ซื่อสัตย์ของชาวสวนมะพร้าวกันดีกว่า เราเดินทางมาที่ “กลุ่มฝึกลิงเพื่อการเกษตรและการท่องเที่ยว” ต้องขอบอกก่อนว่า เจ้าจ๋อที่นี่เขามีคิวงานถ่ายโฆษณากันบ่อยๆ ดังนั้นการเข้าชมเขาแต่ละครั้งต้องอดใจให้เขาเตรียมตัวกันสักนิด แต่รับรองว่า มีฮา....

 

ลิงแต่ละตัวของที่นี่ถูกฝึกแตกต่างไปตามหน้าที่ของมัน หากเฝ้าสวนก็ดุหน่อย เก็บมะพร้าวก็ต้องแข็งแรง แต่นักแสดงต้องคล่องและทำตามคำสั่งได้ในแต่ละฉาก (ดูๆแล้วก็คล้ายๆ คนที่มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบแตกต่างกันตามความถนัด) มีทั้งโยนลูกบอลลงห่วง ปั่นจักรยาน เก็บมะพร้าว และที่เด็ดสุดเห็นจะเป็น “การแก้มัดเชือก” คนที่ถูกมัดมือ ซึ่งการฝึกประเภทนี้ผมว่าดีมาก เพราะหากเจ้าของหรือใครที่ถูกมัดมือ มันสามารถแก้พันธนาการได้ เยี่ยมครับ...

 

จบทริปปิดท้ายกับโชว์สัตว์โลกผู้น่ารัก รวมทั้งการตะลุยชมหลากหลายแหล่งท่องเที่ยว ผมว่าเหมือนเราได้มาเปิดมุมใหม่ๆ ที่ขอบอกว่า “แรง ฮอทฮิตมากๆ” พร้อมๆ กับความประทับใจมากที่เราได้มาเที่ยว “อ่าวลึก” ทริปนี้ สวยงามในแบบธรรมชาติปั้นแต่ง มีคุณค่าในกาลเวลาที่ประเมินค่าไม่ได้ เท่านี้ก็ทำให้ได้รู้ถึงความมหัศจรรย์ของโลกที่ก่อกำเนิดไว้ให้กับผืนแผ่นดินไทย เป็นสมบัติของคนไทยที่ควรค่าแก่การปกป้องรักษาสืบไป...

 

ติดต่อไปได้ที่เครือข่ายท่องเที่ยวชุมชนอ่าวลึก 9/3 หมู่ที่ 2 ตำบลอ่าวลึกเหนือ อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ โทรศัพท์/โทรสาร : 075-634072 , มือถือ: 086-691-5151,087-470-6661 ,

Loading...

ท่องเที่ยววิถีพอเพียง อัพเดตล่าสุด